Panicha Tilokwatthanotai

23 Flips | 3 Magazines | @pookelle | Keep up with Panicha Tilokwatthanotai on Flipboard, a place to see the stories, photos, and updates that matter to you. Flipboard creates a personalized magazine full of everything, from world news to life’s great moments. Download Flipboard for free and search for “Panicha Tilokwatthanotai”

#แม่-ลูกผมร่วงเพราะอะไร "ตอนนี้ลูกสาวอายุ 5 เดือน และตัวคุณแม่เองก็มีอาการผมร่วงมาเป็นเดือนแล้ว เข้าเดือนที่สองก็ยังร่วงไม่ยอมหยุด ผู้ใหญ่บอกว่าเป็นเพราะลูกเริ่มจำหน้าแม่ได้ แต่เพื่อนบางคนให้ความเห็นว่าอาจเป็นเพราะแพ้ยาคุมกำเนิดแบบฉีด จริงๆแล้วเป็นเพราะสาเหตุใดกันแน่" สาเหตุของผมร่วงมากหลังคลอด (ทั้งคุณแม่และลูก) เป็นอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเนื่องจากการตั้งครรภ์และคลอด ปกติแล้วในแต่ละวันทุกคนจะมีผมหลุดร่วง ประมาณไม่เกิน 100 เส้นต่อวัน แต่ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงมากหรือผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน (ทั้งแบบกินและแบบฉีด) ทำให้ชลอการหลุดร่วงของผมที่ครบกำหนดหลุดร่วง ช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงใช้ยาคุม จึงมีผมดกหนาและสวยเป็นพิเศษ จนกระทั่งหลังคลอดลูกหรือหยุดใช้ยาคุม ระดับฮอร์โมนดังกล่าวค่อยๆลดระดับจนต่ำสุดที่ประมาณ 3-6 เดือนหลังคลอด ช่วงนี้ผมคุณแม่จะร่วงจำนวนมากจนบางผิดตา โดยเทียบกับช่วงตั้งท้อง แต่จะไม่น้อยไปกว่าช่วงก่อนท้องค่ะ ยกเว้นแม่บางคนที่มีภาวะโภชนาการไม่ดีอยู่แล้ว หลังคลอดร่างกายทรุดโทรมลง ไม่ได้รับการบำรุงโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะเชื่อผิดๆ กลัวแสลง ได้ทานแต่ข้าวต้มกับเกลือ แถมต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเลี้ยงลูก ไม่ได้รับการพักผ่อนที่พอเพียง อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะเครียดมากจนมีผมร่วงมากผิดปกติได้ วิธีแก้ไขคือ ให้คุณแม่มีภาวะโภชนาการที่ดีและพักผ่อนเพียงพอ อาการผมร่วงมากผิดปกติก็จะดีขึ้นค่ะ ในกรณีที่ผมร่วงจากอิทธิพลของฮอร์โมน จำนวนการร่วงของผมจะลดลงจนเป็นปกติภายใน 1 ปีค่ะ (ก็เพราะไม่ได้ร่วงมาตั้ง 9 เดือน ช่วงนี้ก็ทยอยร่วงเท่านั้นเองค่ะ) ไม่ต้องรับยาหรือบำรุงอะไรเป็นพิเศษ แต่อาจดูแลผม เช่น ตัดสั้นลงจะได้ดูแลได้ง่ายขึ้น ผมไม่พันกันมากจะได้ไม่ทำให้ร่วงมากขึ้นจากการกระตุกที่เส้นผมขณะหวีผม แต่หากคุณแม่มีปัญหาผมร่วงมากหลังคลอดนานกว่า 1 ปี หรือ ผมบางผิดปกติกว่าก่อนตั้งครรภ์หรือมีปัญหาหนังศีรษะล้านเป็นหย่อมๆ คงต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อแก้ไขค่ะ ส่วนหนังศีรษะของลูกเวลาที่ผมร่วงหลุดไป อาจแหว่งหายเป็นหย่อมๆคล้ายหนูแทะ ไม่ได้เกิดจากผ้าอ้อมกัดแต่อย่างใด หลังจาก 6 เดือนจะเริ่มมีผมเส้นใหม่ขึ้นมาแทนที่เอง ไม่ต้องกังวลค่ะ และที่กล่าวกันว่าเป็นเพราะลูกจำหน้าแม่ได้ เนื่องจากร่วงในช่วง 3-6 เดือนหลังคลอดเป็นช่วงที่ลูกมีพัฒนาการเริ่มยิ้ม คุยและมีปฏิสัมพันธ์กับคุณแม่ได้แล้วค่ะ

#อุ้มลูกบ่อยๆ ทำให้ติดมือจริงหรือ "เคยอ่านหนังสือพบว่า การอุ้มลูกบ่อยๆในช่วง 3 เดือนแรกจะไม่ทำให้ลูกติดมือ แต่เป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างแม่และเด็ก หนังสือยังแนะนำให้อุ้มลูกทุกครั้งที่เขาร้องด้วย ช่วงเดือนที่ผ่านมาจึงอุ้มลูกบ่อยมาก จนปัจจุบันลูกมักร้องตอนกลางคืน และไม่ยอมนอนจนกว่าจะอุ้มจนหลับคามือ ทางพ่อแม่ฝ่ายสามีติงว่าอาจทำให้ลูกติดมือไปจนโต ถ้าทำทุกวิถีทางแล้วเขายังไม่หยุดร้อง ก็ควรปล่อยให้ร้องจนเหนื่อยแล้วหยุดไปเอง อยากทราบว่าจริงๆแล้วควรอุ้มหรือไม่อุ้ม" ที่คุณแม่เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ ผลงานวิจัยบอกว่าเด็ก 6 เดือนแรกซึ่งเป็นวัยที่สื่อสารความต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ได้โดยการร้องไห้เท่านั้น หากได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดู ไม่ว่าจะเป็นการเดินเข้าไปหา การอุ้ม การสัมผัส การพูดคุยปลอบให้หายกลัว และได้รับความช่วยเหลือตรงกับความต้องการของเด็ก จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี เกิดความไว้ใจ (trust) ว่ามีคนคอยดูแล และการร้องไห้จะน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเติบโตขึ้นมา จะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เรียกร้องความสนใจจนมากเกินไป (demanding) ป้าหมอเคยเจอฝาแฝดครอบครัวหนึ่ง คนหนึ่งเลี้ยงง่าย คนหนึ่งเลี้ยงยาก คนเลี้ยงยากถูกอุ้มเยอะมากกว่าในช่วง 3 เดือนแรก คนเลี้ยงง่ายถูกวางให้นอนเองมากกว่า พอโตขึ้นมา ปรากฎว่าคนเลี้ยงยากเรียนหนังสือเก่งกว่า อันนี้ก็ไม่ทราบว่าอาจเป็นผลมาจากการถูกอุ้มและเอาใจใส่มากกว่าหรือไม่ เด็กที่ขาดคนสนองตอบความต้องการอย่างเพียงพอในวัยทารก เช่น เด็กกำพร้าที่มีผู้ดูแลน้อยกว่าเด็กที่มีจำนวนมาก ร้องเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่มีคนมาให้นม ช่วยเช็ดทำความสะอาด หรือปลอบให้หายกลัว เรียกว่าร้องจนสิ้นหวัง หยุดร้องไปเองเลย จะโตขึ้นมาอย่างคนขาดรัก เรียกร้องมากเพราะได้รับการเติมมาไม่เต็มพอ การอุ้มในวัยนี้ไม่ได้เป็นการตามใจเด็กจนเสียนิสัย (spoil) แบบเดียวกับกรณีที่เด็กโตแล้วพูดเข้าใจแล้วซึ่งใช้วิธีร้องไห้เพื่อให้ได้สิ่งที่ตรงการ ดังนั้นการร้องไห้ในวัยนี้ ให้อุ้มได้ค่ะ ส่วนการที่ลูกของคุณแม่ยังมีปัญหาร้องมากกลางคืน ไม่ได้บอกหมอมาด้วย ว่าตอนนี้ลูกอายุเท่าไรแล้ว ขอเดาว่าอาจเป็นร้องโคลิก ถ้าลูกอายุยังไม่เกิน 3 เดือน เพราะเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของการร้องแบบไม่มีสาเหตุ (ไม่ได้หิว ผ้าอ้อมเลอะ ปวดท้อง ) ที่ปลอบให้หยุดได้ยาก และไม่ยอมนอนจนกว่าอุ้มหลับคามือ หรือพาขับรถวนรอบหมู่บ้าน (จริงๆแล้ว ร้องจนพอใจแล้ว ครบเวลาแล้ว ก็หยุดร้องไปเอง) หมอแนะนำว่าอดทนอีกไม่นานสถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อลูกอายุเกิน 3 เดือนไปแล้ว ในระหว่างนี้หากลูกร้องต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ถ้าทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่หยุดร้อง การผลัดกันอุ้มบ้าง พักวางบ้างหากไม่มีคนช่วยอุ้มและแม่เหนื่อยมากแล้ว (ขอเวลานอกให้แม่ไปสูดอากาศ ก่อนกลับมาอุ้มใหม่) อย่างที่คุณพ่อแม่สามีแนะนำ ก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับสุขภาพจิตของลูก แต่ไม่ใช่เหตุผลเพราะกลัวลูกติดมือไปจนโตค่ะ ก่อนที่จะสรุปว่าลูกเป็นโคลิกคงต้องหาสาเหตุที่แก้ไขได้เช่น มีแก๊ส การให้ยาขับลมหรือทามหาหิงส์ก็จะช่วยได้ การแพ้อาหารหรือนมอาจเป็นสาเหตุร้องปวดท้องตอนกลางคืนได้ การปวดฟันที่กำลังขึ้น การฝันร้าย และอื่นๆอีกมาก หมอบอกสาเหตุที่เจาะจงได้ยากเพราะไม่ทราบอายุที่แท้จริงของลูกคุณแม่ค่ะ

#รวมปัญหาเรื่องขับถ่ายของเด็กกินนมแม่ #กินนมแม่ ทำไมถ่ายบ่อย และจะทราบได้อย่างไรว่าท้องเสีย ในนมแม่ช่วง 1 เดือนแรก มีสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระบ่อย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้สารสีเหลืองถูกกำจัดออกนอกร่างกายได้เร็วขึ้น ทารกอาจถ่ายทุกครั้งที่กินนม มีลักษณะเป็นซุปถั่วหรือซุปฟักทอง เป็นเมือกบางครั้ง เป็นน้ำ หรือเป็นฟองบางครั้งก็ได้ สีเขียวเป็นบางครั้ง แต่ก็กลับมาเป็นสีเหลืองเหมือนเดิม ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด แต่หากอุจจาระมีมูกตลอดเวลา มีเลือดปน หรือเป็นสีเขียวตลอดเวลา ควรพาลูกพบแพทย์และตรวจอุจจาระ เพราะอาจเป็นจาก -ท้องเสียจากการติดเชื้อ จะถ่ายเป็นมูกอย่างเดียว หรือ เป็นทั้งมูกและเลือดก็ได้ รักษาโดยให้ยาฆ่าเชื้อ -ถ่ายบ่อยจากการกินนมส่วนต้นมากเกินไป โดยกินไม่ถึงนมส่วนท้าย จะถ่ายเป็นน้ำ เป็นฟอง สีเขียว แต่ไม่มีมูกเลือด ซึ่งแก้ไขโดยการปั๊มนมส่วนต้นเก็บ แล้วให้ลูกมาดูดนมส่วนท้ายซึ่งมีน้ำตาลแล็คโต๊สน้อยกว่า อย่าย้ายข้างดูดเร็วเกินไปเพื่อให้ลูกดูดเกลี้ยงเต้าจริงก่อนย้ายข้าง -แม่กินอาหารบางอย่างที่มีฤทธิ์ระบายท้อง เช่น ผักผลไม้ แก้ไขโดยให้แม่ลดปริมาณการกินลง -แพ้อาหารกลุ่มเสี่ยง จะถ่ายเป็นมูกอย่างเดียว หรือ เป็นทั้งมูกและเลือดก็ได้ ไม่แตกต่างจากการติดเชื้อ ต่างกันที่การแพ้อาหารนั้น ผลเพาะเชื้อจะไม่ขึ้นเชื้อ รักษาโดยการให้คุณแม่งดอาหารกลุ่มเสี่ยง ป.ล.กรุณางดส่งรูปอึให้ป้าหมอดู แล้วถามว่าปกติไหม เพราะรูปภาพที่นำมาให้ดูเพื่อเป็นตัวอย่างใช้เป็นแนวทางเบื้องต้น แต่จะบอกไม่ได้แน่นอนเท่ากับการตรวจอึด้วกล้องจุลทรรศน์ เพราะป้าหมอเองบางครั้งก็เคยเดาผิดค่ะ เช่น ดูด้วยตาเปล่า เหมือนมีมูก แต่พอไปตรวจด้วยกล้องพบว่า ไม่ใช่เม็ดเลือดขาว เป็นเพียงเมือกหล่อลื่นปกติ ดังนั้นถ้าสงสัยว่าลูกท้องเสียไหม เนื่องจากลูกถ่ายบ่อยกว่าปกติ ควรนำอึไปตรวจที่รพ.ดีกว่าค่ะ #กินนมแม่ ไม่ถ่ายทุกวัน ใช่ท้องผูกหรือไม่ ช่วงหลังคลอด 1-2 เดือนแรก ในนมแม่จะมีสารที่ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวตัวได้เร็ว เพื่อเร่งการขับถ่ายสารสีเหลืองบิลิรูบินออกจากร่างกาย ทำให้เด็กอุจจาระบ่อยวันละหลายครั้ง แต่เมื่อปัญหาตัวเหลืองหมดไปแล้ว สารตัวนี้จะลดลงไป ทำให้เด็กไม่อุจจาระบ่อยเหมือนเดิม อาจเหลือเพียงวันละครั้ง หรือ หลายวันถึงจะถ่าย เพราะสารอาหารในนมแม่ดูดซึมไปใช้ได้เกือบหมด เหลือของเสียที่ต้องเร่งกำจัดออกจากร่างกายไม่มาก จึงสามารถเก็บไว้ได้หลายวัน โดยไม่ทำให้อุจจาระแข็ง ไม่เรียกว่าท้องผูก จึงไม่ต้องแก้ไขหรือรักษาแต่อย่างใด ยกเว้นลูกมีอาการอึดอัดแน่นท้อง คุณแม่อาจช่วยโดยการที่คุณแม่กินผักผลไม้ที่ช่วยระบาย เช่น ส้ม พรุน มะละกอ มะขาม หรือทำการนวดท้อง ก็อาจช่วยให้ลูกถ่ายออกมาได้เร็วขึ้น แต่ตัวคุณลูกกินของเหล่านี้เองยังไม่ได้ จนกว่าจะอายุเกิน 6 เดือน จึงให้กินอาหารอื่นที่ไม่ใช่นมแม่ได้ ขณะที่เด็กกินนมผงบางคน ในช่วงที่ยังไม่ได้เริ่มอาหารเสริม ถึงแม้จะถ่ายอุจจาระทุกวัน แต่ถ้าเนื้ออุจจาระแข็งกว่าปกติ อันนี้เรียกว่า ท้องผูก สาเหตุน่าจะเกิดจากการที่เด็กคนนั้นไม่ถูกกับนมชนิดที่กินอยู่ ต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนนมไปใช้ชนิดที่ทำให้ถ่ายนิ่มเป็นปกติ

#เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณพ่อช่วยได้ คุณพ่อมีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดังนี้ ช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้าน มีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก เพื่อให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น จะได้ผลิตน้ำนมได้เต็มที่ ช่วยจับเรอ อุ้ม เพื่อกล่อมนอนหลังจากลูกกินนมแม่เสร็จ หากเป็น ลูกแฝด คุณพ่อช่วยนั่งอยู่ใกล้คุณแม่ และคอยช่วยอุ้มลูกอีกคนหนึ่ง เพื่อให้ดูดนมได้ทั้งสองเต้าพร้อมกัน เพราะถ้าให้คุณแม่จับคนเดียวทั้งสองคนอาจ ไม่ถนัดและหลุดออกจากเต้าได้ง่ายหรือถ้าคนหนึ่งกินเสร็จคุณพ่อก็พาไปอุ้มเรอและ กล่อมต่อได้ ให้กําลังใจคุณแม่ หาข้อมูลจากเว็บไซต์เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนม แม่มาให้คุณแม่อ่าน เพราะป้าหมอได้เห็นคุณพ่อหลายคนทําหน้าที่นี้ ทําให้ ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้เป็นอย่างดี เนื่องจากช่วงแรกที่น้ํานมคุณแม่ยังมีน้อย อาจไม่แน่ใจว่าจะให้นมแม่ได้สำเร็จหรือไม่ ประกอบกับความขัดแย้งกับญาติผู้ใหญที่บ้านที่อยากให้นมผง ป้าหมอเคยพบครอบครัวหนึ่ง คุณแม่เริ่มถอดใจแล้ว แต่คุณพ่อสบตาคุณแม่ แล้วบอกคุณแม่ว่า ลองสู้ดูสักตั้ง ในที่สุด ลูกก็กินนมแม่ได้สำเร็จ ให้รางวัลคุณแม่ เช่น คําพูดชื่นชมคุณแม่ที่มีความอดทนต่อความ เหน็ดเหนื่อย มีความเสียสละ ต้องงดอาหารที่ชอบบางอย่าง อดหลับ อดนอนเพื่อให้นมลูก และเมื่อไม่ต้องเสียเงินซื้อนมผงและค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลเวลาลูกป่วย คุณพ่อควรนําเงินจํานวนนี้ ไปซื้อของขวัญเพื่อ เป็นกําลังใจใหคุณแม่ชื่นใจ คุณแม่อาจมีปัญหาซึมเศร้าหลังคลอด เนื่องจากฮอร์โมน เปลี่ยนแปลง ภาวะอดนอนภาวะเครียดจากการเลี้ยงลูกและจากการที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เช่น รูปร่างเปลี่ยน ชีวิตส่วนตัวหายไป ไม่ได้ทําสิ่งที่เคยชอบ เช่น การไปเที่ยว อย่างน้อยก็จนกว่าลูกจะโตขึ้นอีกหน่อย กลัวสามีไม่รักเหมือนเดิม ปัญหาเหล่านี้ คุณพ่อช่วยได้มาก โดยการให้กำลังใจ ชื่นชมคุณแม่ที่ให้กําเนิดลูกที่น่ารัก เป็นคุณแม่ที่เก่งกาจเพียงใด ซื้อดอกไม้ หนังสือดีๆ พาคุณแม่ ไปดูหนังฟังเพลงกันสองต่อสองบ้าง แสดงให้คุณแม่ ทราบว่า คุณพ่อรักคุณแม่นะจ๊ะ จุ๊บๆ เมื่อคุณแม่มีความสุข ก็สามารถให้นมแม่ได้อย่างมีความสุข ในช่วงที่ลูกยังมีการกินนมมื้อดึกอยู่ หากคุณแม่ต้องทำงานนอกบ้านด้วยเช่นกัน คุณพ่อช่วยได้โดย สลับวันตื่นกับคุณแม่ เพื่อรับหน้าที่ให้นมแม่จากขวดแก่ลูก

Horoworld

สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

#ข้อควรรู้เรื่องนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 ปี ช่วงหลังคลอด 2-3 เดือนแรก เป็นเวลาแห่งความยากลำบากสำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ว่าจะเป็นการเอาลูกเข้าเต้า และ การพยายามให้ปากลูกไม่หลุดออกมาโดยง่าย การนับเวลาว่าได้นอนหลับกันนานเพียงใดเป็นหน่วยนาที การพยายามให้กำลังใจตัวเองว่าให้อดทนต่อไปอีกนิดในเวลาที่เจอปัญหาหรืออุปสรรค และถึงแม้ว่าจะผ่านช่วงแรกมาแล้วก็ตาม หนทางในการให้นมแม่ และ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างแม่และลูก ก็ใช่จะราบรื่นเสียทีเดียว ปัญหาและความวิตกกังวลเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และต่อไปนี้ คือ สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปีแรกของการให้นมแม่ เดือน 1 : จริงหรือไม่ที่ว่า การงับลานนมและหัวนมอย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญในการให้นมแม่สำเร็จ คำตอบ : จริง เพราะว่า ถ้างับไม่ถูกต้อง จะทำให้ท่อน้ำนมตีบแคบเล็กลง ทำให้น้ำนมไหลออกมาได้น้อย และเจ็บหัวนม หัวนมแตกยับเยิน ท่าให้นมที่ถูกต้อง คือ ตะแคงทั้งตัวและใบหน้า ท้องลูกแนบชิดท้องแม่ ยกลำตัวลูกขึ้นมาที่เต้าด้วยหมอน อย่าโน้มตัวแม่ลงไปหาลูก อย่าคีบหรือดึงหัวนมเข้าไปในปากลูก เพราะจะทำให้ดึงรั้งหัวนม ให้เคลื่อนใบหน้าลูกเข้ามาหาเต้าโดยศีรษะลูกแหงนไปด้านหลังเล็กน้อย ถ้าลูกไม่อ้าปาก ให้เอาหัวนมแตะที่ริมฝีปากบนเบาๆ ลูกอ้าปากกว้าง แล้วจึงนำปากลูกเข้ามาที่หัวนม โดยไม่ได้งับตรงกลางพอดี แต่จัดให้ริมฝีปากล่างคลุมพื้นที่มากกว่าด้านบน เดือน 2 : รู้ได้อย่างไรว่า ลูกได้รับนมพอ คำตอบ : เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด เพราะกินจากเต้าไม่เหมือนจากขวดที่บอกได้ว่าลูกกินเข้าไปเท่าไร คุณหมอจะใช้วิธีประเมินน้ำหนัก แต่พ่อแม่ดูจากจำนวนอึ 2 ฉี่ 6 ครั้ง/วัน ในช่วงอายุ 7-30 วัน แต่ถ้าหลัง 1 เดือนไปแล้ว ให้ดูจากฉี่ว่าเกิน 6 ครั้ง/วัน ส่วนอึอาจไม่ได้อึทุกวันก็ได้ เดือน 3 : แม่ต้องกลับไปทำงานนอกบ้าน จะปั๊มนมอย่างไร คำตอบ : ปรึกษาหัวหน้าว่า คุณต้องการปั๊มนมแม่ เพื่อดูว่า จะปั๊มนมอย่างไร ที่ไหน อันที่จริง ถ้าปั๊มอยู่ที่โต๊ะทำงานโดยใช้ผ้าคลุม ก็ทำงานไปด้วย ปั๊มนมไปด้วยได้ จะได้ไม่เสียเวลางานเดินไปปั๊มนมที่อื่น ควรปั๊มทุก 3-4 ชม.เพื่อรักษาระดับการผลิตน้ำนม ไม่ให้ลดลง เริ่มปั๊มนมได้ตั้งแต่หลังคลอด เมื่อคุณมีเวลาว่าง เพื่อเก็บสะสมนมไว้ใช้ในวันที่คุณเริ่มกลับไปทำงาน แนะนำให้ใช้เครื่องปั๊มไฟฟ้าแบบคู่ จะช่วยให้ประหยัดเวลา และ ได้น้ำนมมากกว่าแบบเดี่ยว เดือน 4 : ถ้ากินไวน์ 1 แก้ว นานๆครั้ง ต้องรอนานแค่ไหน จึงให้นมแม่ได้ คำตอบ : เบียร์ 240 ซีซี ไวน์ 180 ซีซี เหล้า 30 ซีซี จะสลายไปจากร่างกายคุณภายใน 2-3 ชม. ซึ่งก็คือสามารถให้นมในมื้อถัดไปได้เลย ถ้าคุณให้นมลูกมื้อก่อนหน้านั้น แล้วกินเข้าไปหลังจากให้นมเสร็จ แต่กระนั้นก็ดี บางคนอาจกำจัดอัลกอฮอล์ออกไปจากร่างกายได้ช้ากว่าคนอื่น หรือ กินปริมาณมากกว่านี้ หากครบ 3 ชม.แล้ว แต่คุณยังรู้สึกมึนๆ ไม่เหมือนปกติ ก็ควรยังไม่ให้นม จนกว่าจะรู้สึกเป็นปกติ โดยปั๊มนมในระหว่างนั้นออกมาทิ้ง อย่าเก็บนมไว้ในเต้า เพราะจะทำให้น้ำนมลดลงและคัดปวดเต้า เดือน 5 : จริงไหมที่ว่า เด็กกินนมแม่ ฝึกหลับยาวได้ช้ากว่าเด็กนมผง คำตอบ : ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคำว่า นอนหลับยาว ของเด็กวัย 5 เดือนหมายถึง หลับ 5-6 ชม. ไม่ใช่ 8-9 ชม. และเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนหลับยาวตั้งแต่อายุ 3 เดือน แต่บางคนไม่ใช่ จนกว่าเขาจะพร้อม โดยไม่ได้เกี่ยวกับการกินนมแม่ หรือ นมอะไร เดือน 6 : ลูกเริ่มทำท่าอยากกินข้าวแล้ว ควรเริ่มตอนไหน และให้กินอะไรดี คำตอบ : วัยนี้ นมแม่ยังเป็นอาหารหลัก เริ่มอาหารอื่นเมื่อครบ 6 เดือน โดยเริ่มจากข้าวบด ผสมผัก หรือ ผลไม้ แล้วค่อยเริ่มเนื้อสัตว์ ตามลำดับ อาหารใหม่ให้ลองทีละอย่างๆละ 3-4 วัน เพื่อดูว่ามีอาการแพ้หรือไม่ เดือน 7 : ให้นมลูกอยู่ จะคุมกำเนิดอย่างไร คำตอบ : ยาเม็ดที่มีโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว ไม่มีเอสโตรเจน เช่น Cerazette หรือ Exluton หรือ ยาฉีด Depo-Provera สามารถเริ่มได้เลยหลังคลอด 6 สัปดาห์ เดือน 8 : คุณแม่มีปัญหาท่อน้ำนมอุดตันบ่อยๆ สาเหตุเกิดจากอะไร และรักษาอย่างไร คำตอบ : ปัจจัยหลัก คือ การไม่ระบายน้ำนมออกตามเวลา ทำให้ไขมันในน้ำนมจับตัวกันแล้วอุดตันท่อน้ำนม การรักษา คือ การเอาน้ำนมออกจากข้างที่อุดตันให้บ่อยที่สุด โดยให้ลูกดูดข้างนี้เป็นข้างแรกเสมอ จัดท่าดูดให้คางลูกอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน นวด และ ประคบอุ่นตรงตำแหน่งที่เป็นก้อน ดื่มน้ำมากๆ และ ถ้ามีอาการไข้ ให้พบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ ป้องกันไม่ให้กลายเป็นฝี การกินเลซิทินสำหรับคนที่ลูกไม่แพ้ถั่วเหลือง หรือ การกินมะเขือเปราะวันละ 5-6 ผล จะช่วยป้องกันการเป็นซ้ำได้ เดือน 9 : ลูกกัดหัวนม ทำอย่างไรดี คำตอบ : หยุดให้นม เอาลูกออกจากเต้า แล้วพูดว่า "กัดไม่ได้" อย่ายิ้ม และ อย่าให้ลูกกลับไปดูดต่อทันที ลูกจะไม่เข้าใจว่าแม่พยายามทำอะไร แต่อย่าตีปาก บีบจมูก ตะโกน หรือ กรี๊ด เพราะลูกจะตกใจ และไม่กล้าดูดนมแม่อีก ให้เว้นไปจนถึงนมมื้อต่อไป ถ้าลูกกัดอีก ก็ทำแบบเดิม ลูกจะเริ่มเข้าใจว่า ถ้าทำแล้ว แม่จะหยุดให้นม แล้วเดินจากไป ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหิว เพราะลูกกัดตอนใกล้อิ่มแล้วเสมอ เดือน 10 : ช่วงนี้ลูกไม่ค่อยสนใจดูดนมเหมือนเดิม ปกติไหม คำตอบ : ที่จริงแล้ว บางคนเริ่มวอกแวกเวลากินนม ตั้งแต่หลังอายุ 4 เดือน เพราะเริ่มสนใจโลกรอบตัว สนใจเสียงที่ได้ยิน ทำให้ผละหน้าออกมาดูว่าเป็นอะไร บางคนดูดนมไป บิดตัวเป็นเกลียวไปด้วย เพราะเคลื่อนไหวเก่งแล้ว เริ่มเห่อกับการเคลื่อนไหวที่ทำได้มากขึ้น เช่น การคืบ การคลาน ก็เลยขยับตัวค่อนข้างเยอะ วิธีทำให้ลูกมีสมาธิในการดูดนม คือ พาเข้ามุมสงบเงียบๆ กินให้เสร็จแล้วค่อยออกมาเล่น ถ้าไม่กิน ก็ให้เก็บเต้าได้เลยค่ะ เดือน 11 : ตอนนี้ลูกกินข้าวมากขึ้นแล้ว ควรกินนมแม่มากน้อยเพียงใด คำตอบ : อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง หรือ ประมาณ 16-20 ออนซ์/วัน เดือน 12 : คุณแม่ยังไม่อยากให้ลูกหย่านมแม่ ให้นมเกิน 1 ปี ได้ไหมคะ คำตอบ : แน่นอนที่สุด ควรให้ต่อไป ยิ่งนานยิ่งดี เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพลูก และ แม่ ตราบที่ลูกยังกินนมแม่ ลูกจะได้พลังงาน สารอาหาร สารภูมิต้านทาน สารบำรุงสมอง สารต้านเซลมะเร็ง ช่วยป้องกันโรคจาก โรคติดเชื้อ โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็ง โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไขมันสูง ส่วนคุณแม่เอง ไม่ว่าจะดูดเต้า หรือ ปั๊มให้ลูกกินก็ตาม ก็จะได้ประโยชน์เช่นกัน ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งหลายระบบ โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน โรคไขข้ออักเสบ น้ำนมเพียง 1 ซีซี ก็มีคุณค่าทางสารอาหาร และ ยิ่งไปกว่านั้น คือ ความผูกพันลึกซึ้งระหว่างแม่ลูก สรุปคือ ตราบที่ลูกและแม่ยังมีความสุขในการกินนมแม่ ก็สามารถให้ไปได้เรื่อยๆค่ะ

Homie English

Cr. ธรรมทาน

#โรคแพ้โปรตีนนมวัว คือ อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากการได้รับ โปรตีนบางชนิดในนมวัว โดยอาจเข้าสู่ร่างกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่ เนื่องจากคุณแม่กินนมวัวเพื่อบํารุงครรภ์ หรือได้รับเข้าสู่ร่างกายหลังจาก คลอดแล้ว แต่เนื่องจากทารกยังมีข้อจํากัดของระบบการย่อย และระบบ ภูมิคุ้มกันในลําไส้ที่ ไม่แข็งแรง อีกทั้งมีระบบน้ําย่อยยังไม่สมบูรณ์ และเซลล์ เยื่อบุทางเดินอาหารยังอยู่กันห่างๆ จึงทําให้#โปรตีนแปลกปลอม ของนมวัว เล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือด ไปกระตุ้นให้ร่างกายของทารกที่มีความเสี่ยง (ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว หรือผู้ที่แม่ดื่มนมวัวหรือผลิตภัณฑ์นมวัวขณะตั้งครรภ์) สร้างภูมิต่อต้านชนิดผิดปกติขึ้นในร่างกาย ซึ่งจะไวต่อสารก่อภูมิแพ้ประเภทอื่นอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ซากแมลงสาบ เกสรหญ้าหรือดอกไม้ รังแค หมา แมว นก หรือสารก่อแพ้จากการกิน เช่น นมวัว ถั่ว ไข่ หรืออาหาร ทะเล ต่อมาหากมีการได้รับนมวัวหรือสารก่อภูมิแพ้เข้าไปอีก ภูมิต่อต้านจะ มาทําปฏิกิริยาทันที เกิดเป็นอาการเจ็บป่วยได้หลายรูปแบบ เช่น • ระบบผิวหนัง มักมีผิวแห้ง แพ้เหงื่อ เป็นผื่นแดงเม็ดเล็กคล้าย เม็ดทรายหยาบๆ บนใบหน้า แขนขา และลําตัว สะเก็ดชันตุที่หนังศีรษะ มีอาการ คัน เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง น้ําเหลืองเยิ้ม หรือเป็นผื่นลมพิษ • ระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ คันตา คัดจมูก จาม น้ํามูกไหล เลือดกําเดาไหล เสมหะครืดคราดในลําคอ นอนกรน อ้าปากหายใจ หายใจ เสียงดังวี้ด หรือ#หอบหืด ไอเรื้อรัง #ไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลและ #ต่อมอดีนอยด์อักเสบ และเมื่ออักเสบบ่อยๆ จะทําให้มีขนาดใหญ่ผิดปกติจน อุดกั้นทางเดินหายใจ หมอเคยเจอเด็กอายุ 10 ขวบมีอาการกระพริบตาตลอดเวลา ไม่ได้มีอาการอื่นๆ ตอนเด็กๆก็ไม่ได้ป่วยบ่อยจนผิดสังเกต เมื่อแนะนำให้หยุดกินนมวัว อาการกระพริบตาบ่อยๆก็หายไป เมื่อลองกลับมากินใหม่ ก็เป็นอีก เป็นตัวอย่างที่ดีว่า แพ้นมวัวนั้นเกิดขึ้นได้ทุกอายุ ขอให้ลองสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองและคนรอบข้างกันบ้างเถิด • ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียน ท้องผูก แหวะนม ท้องอืด ปวดท้อง ร้องกวนโคลิค ทําให้เป็นเด็กนอนน้อย นอนหลับไม่สนิท เลี้ยงยาก น้ําหนักขึ้นน้อย เลี้ยงไม่โตเพราะลําไส้ไม่ดูดซึมอาหาร ไม่ชอบกินนมหรือกินนมยาก ท้องเสียบ่อยๆ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด (ถ้าเป็นทารก คลอดก่อนกําหนดที่แพ้โปรตีนนมวัว นอกจากจะถ่ายเป็นมูกเลือด อาจมี การติดเชื้อแทรกซ้อน ทําให้ลําไส้เน่า ลําไส้ทะลุ หากเชื้อแบคทีเรียเล็ดลอดเข้ากระแสเลือด ทําให้ติดเชื่อในกระแสเลือดและเสียชีวิต) • ระบบอื่นๆ เช่น อาการช็อกรุนแรง ปากบวม หน้าบวม ตัวเขียว หายใจลําบาก ความดันตก จนถึงขั้น เสียชีวิตได้ อาการแบบนี้เจอไม่บ่อย เพราะถ้าพบบ่อย นมวัวคงเสียชื่อเสียงมากไปนานแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นอาการแบบซ่อนเร้น ทำให้คนจำนวนมากไม่ได้ตระหนักถึง และบางอย่างกว่าจะแสดงอาการก็ใช้เวลานาน เช่น อาการของโรคเบาหวาน ทำให้สืบย้อนกลับมาได้ยาก ต้องอาศัยระบาดวิทยา ว่ากลุ่มคนที่กินนมวัวเยอะ เจอโรคอะไรได้บ่อยกว่ากลุ่มคนที่กินนมวัวน้อยกว่า เมื่อตัดปัจจัยอื่นที่อาจเป็นสาเหตุออกไปแล้ว อาการบางอย่างแสดงออกเมื่ออายุน้อย เช่น อาการผื่นแพ้ผิวหนัง อาการถ่ายเป็นมูกเลือด เมื่อโตขึ้น ระบบผิวหนัง และระบบลำไส้ แข็งแรงมากขึ้น ถึงแม้จะได้รับนมวัวเข้าไปภายหลัง ก็ไม่แสดงอาการออกเหมือนเดิม ทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดว่า ลูกหายจากแพ้นมวัวแล้ว จึงให้ลูกกินนมวัวใหม่ แต่ที่จริงแล้ว บางคนอาจยังแพ้อยู่ แล้วแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ ทำให้เป็นหวัดบ่อย หอบหืด #ปอดบวม ไซนัสอักเสบ #หูอักเสบบ่อยๆ ต้องกินยาปฏิชีวนะมากมาย แต่หากฉุกใจคิดว่า อาจเป็นจากนมวัว เมื่อหยุดกินนมวัว อาการก็จะดีขึ้น ทำให้ป่วยน้อยลงอย่างชัดเจน เมื่อลูกเจ็บป่วยบ่อย ผลที่ตามมา คือ • โรคนี้จะทําให้เด็กหลับไม่สนิท เนื่องจากคันตามตัว หรือ หายใจจมูกไม่โล่ง หรือ ป่วยเจ็บคอบ่อยๆส่งผลให้ต่อมอดีนอยด์และต่อมทอนซิลโต เกิดอาการ#นอนกรน และหยุดหายใจขณะนอนหลับ เพราะทางเดินหายใจตีบแคบลงจากถูกเบียดด้วยต่อมที่โตดังกล่าว ก็จะส่งผลให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง ง่วงซึม เป็นเด็กขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว หรือ ซนมาก ร

#6 เคล็ดลับ เป็นแม่ที่มีความสุข การได้เห็นลูกที่เพิ่งเกิดยิ้มเป็นครั้งแรก ก็ทำให้คุณแม่มีความสุขได้แล้ว ทุกๆวันที่ได้เห็นลูกเติบโต ก็ทำให้คุณแม่เป็นสุขได้ ถึงแม้ว่าบางวันอาจเป็นวันที่คุณเหน็ดเหนื่อยมากเพียงใด คุณก็ยังมีความสุขได้ หากรู้เคล็ดลับต่อไปนี้ 1. กำหนดมาตรฐานของตัวเอง อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นให้ทุกข์ใจ : เพราะคุณจะได้รับคำแนะนำจากผู้หวังดีที่อยู่รอบๆมากมายหลายความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จัก ญาติสนิทมิตรสหาย หรือ จากคนที่ไม่รู้จัก ยังไม่รวมถึงหนังสือนิตยสารแม่และเด็กที่กองเป็นพะเนิน และ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ท ทำให้คุณรู้สึกสับสนกับคำแนะนำเหล่านั้น จงอย่าเอาคำแนะนำเหล่านั้นมาปฏิบัติ ถ้าคุณไม่เห็นด้วย คุณควรทำสิ่งที่คุณรู้สึกว่าใช่ และ ดีสำหรับคุณและลูกของคุณ เช่น หากคุณรู้สึกว่าการให้นมแม่เป็นเรื่องที่เครียดและยากมากสำหรับคุณ ทั้งๆที่คุณไปขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญคลินิคนมแม่แล้วก็ตาม คุณก็ควรปล่อยวางและให้นมผงเสริมได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดแต่อย่างใด เพราะมีคุณแม่ที่ผลิตน้ำนมไม่พอจริงๆบนโลกใบนี้ 5% คุณอาจอยู่ในจำนวนนั้นก็ได้ หรือ คุณอาจมีภาระหน้าที่การงานที่ไม่สามารถปั๊มนมในที่ทำงานได้เลย จำเป็นต้องใช้นมผง ก็ต้องใช้ค่ะ 2. ขอเวลานอก : บางเวลาคุณแม่ก็ต้องการเปลี่ยนบทบาทบ้าง เช่น เปลี่ยนมาเป็นผู้รับ ไม่ใช่เป็นแต่ผู้ให้ตลอดเวลา คนทุกคนต้องการเวลาพักเบรค จงอย่ารู้สึกผิด เวลาที่คุณปลีกตัวไปแช่น้ำอุ่นให้สบายตัว หรือ นอนเล่นอ่านหนังสือดีๆ ขณะที่ให้คนอื่นดูแลลูกแทนชั่วคราว เพื่อเติมพลังให้ตัวเองก่อนที่จะกลับไปดูแลลูกอีกครั้งอย่างกระปรี้กระเปร่า 3. พูดคุยกับแม่ๆท่านอื่น : กำลังใจเล็กๆน้อยๆจากผู้มีประสบการณ์แบบเดียวกัน อาจเป็นเพื่อนออนไลน์ก็ได้ จะช่วยลดความตึงเครียดในการเลี้ยงลูก เพราะคุณจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว 4. จัดลำดับความสำคัญให้เป็น : เพราะมีงานมากมายที่ต้องทำ การเป็นแม่ที่มีความสุขได้ต้องจัดลำดับความสำคัญให้เป็น ใช้เวลา 2-3 นาทีในตอนเช้าตรู่ จัดลำดับงานหรือธุระที่ต้องทำ 3-4 อย่างที่สำคัญๆเพื่อทำให้เสร็จก่อน งานที่เหลือจิ๊บๆจ๊อยๆเอาไว้ทำวันหลังได้ เพราะถ้าคุณทำงานหนักตลอดเวลา 24 ชม./วัน , 7 วัน/สัปดาห์ คุณจะพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในการเป็นแม่ นั่นคือ การมองเห็นพัฒนาการที่น่าทึ่งของลูกในแต่ละวัน 5. แบ่งปันความรับผิดชอบ : โดยการขอให้คุณพ่อ ญาติผู้ใหญ่ หรือ เพื่อนที่ไว้วางใจ ช่วยดูแลลูกแทนบ้างในบางเวลา อย่ารู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลลูกเองตลอดเวลา 6. แบ่งเวลาไปทำสิ่งที่คุณชื่นชอบ งานอดิเรก หรือ กิจกรรมที่ทำให้คุณมีความสุข ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีความสมดุล แน่นอนที่สุดที่เวลาส่วนใหญ่คุณทุ่มเทให้กับลูกที่คุณรัก แต่ก็อย่าลืมแบ่งเวลาดูแลตัวเองให้มีความสุขบ้าง คุณแม่ที่มีความสุขย่อมมีลูกที่มีความสุขเช่นกัน

#11 วิธีสร้างสายสัมพันธ์พ่อลูก นอกจากการให้ลูกดูดนมจากเต้าแล้ว คุณพ่อสามารถทำทุกอย่างเหมือนคุณแม่ได้ เช่น การอุ้ม การกอด การปลอบเวลาลูกร้องไห้ การเล่น สอนการบ้าน พาลูกเข้านอน เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกเป็นเรื่องที่พิเศษสุด และ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ ดังนี้ 1 เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์ เช่น การอ่านหนังสือนิทาน การร้องเพลง จะช่วยให้ลูกจำเสียงพ่อได้ 2 การไปเป็นเพื่อนฝากครรภ์กับคุณแม่ทุกครั้ง การได้เห็นลูกจากอัลตราซาวด์ และ การเข้าฟังอบรมพ่อแม่ก่อนคลอด จะช่วยให้พ่อสร้างความรักความผูกพันกับลูก และ จะช่วยให้พ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกหลังคลอดมากขึ้น 3 หาเวลาว่างไปพบ หรือ พูดคุยกับเพื่อนที่เพิ่งมีลูกอ่อน จะได้เห็นตัวอย่างก่อนเผชิญสถานการณ์จริง 4 เรียนรู้วิธีอาบน้ำ อุ้มลูก จับเรอ ล้างก้น เปลี่ยนผ้าอ้อม จากคุณพยาบาล เพื่อที่จะได้แบ่งเบาภาระจากคุณแม่ 5 ใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากที่สุด ผู้เป็นแม่ไม่ได้ผูกพันแน่นแฟ้นกับลูกเพราะสัญชาตญาณ แต่จะเป็นใครก็ได้ ที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูก ลูกสนิทกับทุกๆคนได้ ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะรักใครมากกว่ากัน พ่อแม่ต้องทำงานเป็นทีม ให้กำลังใจกันและกัน คุณพ่อต้องเป็นผู้นำที่ช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด และทำทุกช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันให้มีความสุข 6 ลูกไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบ หลายคนมักคิดว่าทารกเป็นอะไรที่บอบบาง จึงไม่กล้าแตะต้องลูก ไม่กล้าทำอะไรให้ลูก สิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่คุณใส่ผ้าอ้อมให้ลูกไม่เป๊ะ ก็คือ คนที่อุ้มลูกจะเลอะอึหรือฉี่ของลูก คุณก็แค่พาลูกไปล้างก้น หัวเราะกับเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วก็ใส่ใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้นเอง 7 จงสัมผัสลูกบ่อยๆ ช่วงเวลา 2-3 สัปดาห์แรก การสัมผัสลูกบ่อยๆ จะช่วยให้คุณและลูกใกล้ชิดกันมากขึ้น อุ้มลูกให้บ่อยที่สุด ลูบหลังลูกเบาๆ โยกตัวไปมาอย่างแผ่วเบาเพื่อกล่อมลูก ยิ่งคุณสัมผัสลูกมากเท่าไร ความผูกพันจะเกิดมากขึ้นเท่านั้น 8 การอุ้มลูกแบบจิงโจ้ เนื้อแนบเนื้อบนหน้าอกของพ่อหรือแม่ โดยลูกใส่ผ้าอ้อมผืนเดียว จะช่วยให้ลูกรู้สึกสบาย และ ผ่อนคลาย เพราะเคยชินกับการเคลื่อนไหวขึ้นลงของหน้าอกเวลาที่คุณหายใจเข้าออก และ ได้ยินเสียงหัวใจจากอกของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กทารกคลอดก่อนกำหนดจะได้รับความอบอุ่นดีกว่าตู้อบเสียอีก 9 คุณพ่อช่วยคุณแม่ได้หลายหน้าที่ ถึงแม้ว่า คุณพ่อจะไม่ได้ให้นมลูกเหมือนคุณแม่ แต่ก็ช่วยทำอย่างอื่นได้ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม อ่านหนังสือ กอดลูกไว้แนบอก และจะได้รับคะแนนโบนัสมากขึ้น ถ้าคุณพ่อช่วยอุ้มลูกขึ้นมาจากเตียง เพื่อมาส่งให้กินนมคุณแม่กลางดึก แล้วช่วยจับลูกเรอหลังจากที่กินนมแม่เสร็จ ก่อนที่จะพาลูกกลับไปนอนที่เดิม 10 คุณพ่อไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ลูกสงบไม่ได้ เพียงเพราะว่ามีกลิ่นตัวไม่เหมือนน้ำนมคุณแม่ เพราะว่าคุณพ่อมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะหลายๆอย่าง เช่น เทคนิคในการทำให้ลูกหยุดร้องไห้ได้โดยไม่ต้องใช้เต้านมล่อ เพราะมีมือที่ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่าจึงมีความสามารถในการห่อตัวลูกด้วยผ้าได้อย่างกระชับ อุ้มลูกได้นานมาราธอนกว่า รู้สึกเหนื่อยยากกว่า หรือ การเอาตัวลูกมาคว่ำตัวขวางอยู่บนหน้าตักของพ่อก็จะช่วยแก้อาการปวดท้องของลูกได้ด้วย และ ลูกอาจสงบเวลาได้ยินเสียงทุ้มๆของพ่อเวลาร้องเพลงกล่อม หรือ พูดคุยกับลูก 11 จงมองหากิจกรรมที่คุณพ่อชื่นชอบในการสร้างความสัมพันธ์กับลูก เช่น คุณพ่อบางคนรับอาสาทำหน้าที่พาลูกเข้านอนทุกวัน ทำกิจวัตรประจำวันก่อนนอน หลังจากดูดนมแม่เสร็จ เช่น อาบน้ำ เปลี่ยนชุดนอน เล่านิทานก่อนนอน ร้องเพลงกล่อมนอน ซึ่งจะกลายเป็นช่วงเวลาพิเศษที่จะทำให้พ่อลูกผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น ป้าหมอขอขอบคุณภาพประกอบ คุณพ่อเกี๊ยกและน้องซี คุณพ่อนมแม่ ผู้ช่วยคุณแม่เจี๊ยบทำทุกอย่างในการเลี้ยงลูก ยกเว้นการให้นมเต้า วันไหนถ้าเข้ามาตีแบดกับทีมป้าหมอไม่ได้ แสดงว่าลูกๆไม่ยอมนอนเร็ว เพราะคุณพ่อเกี๊ยกมีหน้าที่กล่อมลูกเข้านอนทุกวันด้วย คุณพ่อท่านใดมีประสบการณ์ดีๆในการสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับลูก ขอเชิญแชร์ได้นะคะ ^_^

#ลูกไม่กินข้าว หย่านมแม่ดีไหมคะ "ลูก 1 ขวบ 2 เดือน กินนมแม่อย่างเดียว อาหารอื่นไม่ค่อยกินเลย แบบนี้ต้องหย่านมแม่ป่าวคะ" อะจ๊ากกกก ลูกไม่กินข้าว จะหย่านมแม่ทำม้ายทำไมค้า นมแม่เป็นแพะรับบาปอีกแล้ว วิธีแก้ไข คือ หลัง 1 ขวบ ลูกต้องไม่กินนมแม่พร่ำเพรื่อค่ะ ไม่ให้ดูดตามใจลูก ให้บอกลูกว่า โตแล้ว ต่อไปนี้ 4 ชม. ค่อยกิน ถ้ายังไม่ถึงเวลา ให้ทำเป็นดูนาฬิกา แล้วบอกลูกว่า ยังไม่ถึงเวลาค่ะ เราไปเล่นกันก่อน เบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่น ร้องไห้มากมายแค่ไหน ก็อย่าใจอ่อนค่ะ ไม่นานลูกจะเข้าใจและเรียนรู้ว่า จะไม่ได้กินนมตามใจตัวเองแล้ว เมื่อเว้นช่วงการกินนมให้ห่างขึ้น จะเริ่มกินข้าวได้มากขึ้น ข้อต่อไปซึ่งสำคัญมาก คือ งดขนมทุกชนิด และให้ลูกออกกำลังกายเยอะๆ จะได้หิวโฮกๆ ห้ามบังคับ อ้อนวอน ติดสินบน ครบ 45 นาทีก็เก็บ ไม่ต้องง้อให้กินให้หมด เอาให้ลูกงงว่าทำไมเก็บเร็ว เตรียมอาหารให้ลูกลุยกินเอง เหมือนกับในรูปตัวอย่าง (น้องภัทรลูกคุณแอนดี้คุณออย) ผู้กินอาหารง่ายมาก จนน่าเป็นห่วงว่าจะอ้วนเหมือนพ่อ 5555 น้องภัทรก็เป็นเด็กนมแม่ 100% ค่ะ สรุปว่า ไม่ว่าเด็กจะกินนมอะไร นมแม่หรือนมผง ก็มีปัญหากินยากบ้าง ง่ายบ้าง ได้ทั้งนั้น เป็นความหลากหลายในธรรมชาติ ป้าหมอเคยเจอเด็กนมแม่ สวิทช์กินข้าวไม่ยอมเปิด จนอายุขวบกว่า เคยเจอเด็กนมผงไม่ยอมกินข้าวจนอายุ 5 ขวบ แต่ทั้งสองคนนี้ เมื่อถึงเวลาที่สวิทช์เปิดแล้ว กินแหลกค่ะ จนพ่อแม่กลุ้มใจว่า จะกินเก่งเกินไปจนเป็นโรคอ้วน แล้วก็มาบ่นให้ป้าหมอฟังว่า รู้อย่างนี้ ตอนนั้นก็ไม่เสียเวลาไปนั่งกลุ้มใจ ประสบการณ์ที่ป้าหมอดูแลเด็กมา ยังไม่เคยเห็นใครไม่ยอมกินข้าวตลอดชีวิตเลยค่ะ พอโตขึ้นก็ยอมกินกันทั้งนั้น แถมยังกินกันมากเกินความจำเป็นของชีวิตไปด้วยซ้ำ เพราะพ่อแม่เฝ้าคอยปรนเปรอ แถมชมเชยเวลาลูกกินข้าวได้ จนลูกเสพติดการกินไปเลยก็มีค่ะ สิ่งสำคัญ คือ พ่อแม่มีหน้าที่กำหนดคุณภาพอาหารที่นำเสนอให้แก่ลูก ส่วนลูกเป็นคนกำหนดปริมาณด้วยตัวเอง กระเพาะลูกเล็กนิดเดียว อย่าใส่สิ่งไร้สาระลงไปแย่งที่ แล้วเขากินได้แค่ไหน ก็คือแค่นั้นค่ะ ถ้าเด็กทุกคนกินง่ายเหมือนกันหมด บนโลกนี้ก็ไม่มีคนหุ่นดีสิคะ จะมีแต่คนอ้วนกับท้วมเท่านั้น ถ้าลูกเลือกกิน ไม่กินผัก ผลไม้ ก็เติมยาวิตะมินรวมให้ไป ถ้าขาดเหล็ก ก็เติมยาธาตุเหล็ก (ปรึกษาแพทย์เรื่องยาวิตะมินและยาธาตุเหล็ก ไม่ควรซื้อยากินเองค่ะ) ไม่ใช่หยุดนมแม่ แล้วไปกินนมผง เพราะคิดว่าสารอาหารมากกว่านะคะ เพราะในนมผงมีสารอาหารน้อยกว่าเยอะหลายร้อยขุมเลยค่ะ ภูมิต้านทานโรคก็ไม่มี สารสร้างสมองก็ไม่มี เพราะดีเอชเอในนมผงเป็นของเทียม ร่างกายเอาไปใช้ไม่ได้จริง ส่วนความคิดที่จะให้ลูกกินนมอะไรที่เขาโฆษณาว่าเหมาะสำหรับเด็กกินยาก ยิ่งไม่ควร เพราะเท่ากับกินนมที่ใส่น้ำตาลทรายเข้าไป หวานเจี๊ยบ กินแล้วจะทำให้ลูกติดหวาน ฟันผุ น้ำหนักขึ้นเพราะน้ำตาล เหมือนกับที่คนชอบกินน้ำหวาน น้ำอัดลมแล้วทำให้อ้วนนั่นเอง สรุปอีกครั้ง ห้ามหยุดให้นมแม่ค่ะ เป็นคำตอบสุดท้าย ^_^ ใครมีประสบการณ์เคยมีลูกกินข้าวยาก แต่ตอนหลังก็กินได้ หรือ ใครที่มีลูกกินข้าวได้อย่างง่ายดาย เล่าสู่กันฟังได้นะคะ

เย้! ลูกค้า KBank ที่ทำธุรกรรมออนไลน์บนมือถือเป็นประจำคงจะเห็นแล้วว่า App K-Mobile Banking PLUS ตอนนี้ อัพเดทเป็นเวอร์ชั่นใหม่แล้ววว (เฉพาะ iOS) โดยเวอร์ชั่นใหม่นี้ ออกแบบมาให้ ใช้งานง่าย สะดวกรวดเร็ว สามารถโอนเงินได้โดยไม่ต้องจำหมายเลขบัญชี จ่ายชำระบิลผ่านการสแกนบาร์โค้ด รวมทั้งสามารถอัพโหลดรูปหน้า บัญชีเป็นภาพต่าง ๆ ตามที่ตนเองต้องการ ฯลฯ โหย ลูกเล่นเยอะขนาดนี้ใครยังไม่มีแอพหรือยังไม่ได้อัพเดท คงต้องรีบแล้วล่ะค่ะ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้เลยจากลิงค์นี้ค่า : http://www.kasikornbank.com/plus/pages/KMobileBankingPlus_DLS.html

#คุณแม่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน ดูแลลูกด้วยตัวเองและให้นมแม่ แทบไม่เหลือเวลาดูแลตัวเองและสามี ทำอย่างไรดี งานทุกงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ดีและเป็นงานที่คุณชอบเพียงใด เช่น เป็นผู้บริหารระดับสูง นักกีฬาอาชีพ เช่น ไทเกอร์วูดส์ เฟดเดอเร่อ แพทย์ หรือ ทนายความ เพื่อให้คุณทำงานนั้นให้ได้ผลดีที่สุด คุณก็ต้องมีเวลาพักจากงานบ้าง ไม่ใช่ทำงานอยู่ตลอดเวลา คุณแม่เต็มเวลาก็เช่นกัน ถ้าคุณต้องดูแลลูกตลอดเวลา โดยไม่มีเวลาพักบ้างเลย ข้อเสีย คือ จะทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด หรือ โกรธลูกหรือสามี ที่ทำให้คุณขาดอิสระ และยังทำให้ลูกขาดโอกาสที่จะเห็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานหรือใช้ชีวิต เช่น การเป็นคุณแม่ที่ไม่เคร่งเครียดมากเกินไป การรู้จักผ่อนคลายเป็น การเป็นคุณแม่ที่มีความอดกลั้นในระดับที่สมเหตุสมผลพอประมาณ ไม่ใช่อดกลั้นมากเกินไปจนระเบิดออกมาภายหลัง การเป็นคุณแม่ที่รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอย่างง่ายๆ หาความสุขให้ตัวเองเป็น เช่น การมีเวลาดูซีรีส์เกาหลี มีเวลาไปเรียนคอร์สต่างๆที่อยากเรียน ป้าหมอพบคุณแม่จำนวนไม่น้อย ต้องกลั้นปัสสาวะจนเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ เป็นโรคกระเพาะ หรือ อาหารไม่ย่อย เนื่องจากไม่ได้กินอาหารตรงเวลา หรือ ต้องรีบกินรีบกลืน ไม่มีเวลานั่งกินข้าวนานๆ เคี้ยวละเอียดๆ ต้องเป็นยายเพิ้ง ตัวเหม็นเหงื่อ เหม็นคาวนม เนื่องจากไม่ได้ทำผม แต่งตัว หรือ แม้แต่อาบน้ำก็แทบไม่มีเวลา นอกจากต้องทุกข์ทางร่างกาย และจิตใจแล้ว บางครั้งยังไม่มีคนเข้าใจ พูดให้ช้ำใจ หาว่าเลี้ยงลูกไม่เป็นบ้าง ลูกติดแม่มากเกินไปจนเข้ากับคนอื่นไม่ได้บ้าง ความเป็นจริง คือ การเป็นแม่ที่ดี ไม่จำเป็นต้องมาควบคู่กับ ความลำบากหรือความทรมาน ไม่จำเป็นต้องเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อความสุขของลูก เพราะเมื่อคุณแม่มีความสุข ลูกก็มีความสุขเช่นกัน ที่จริงแล้ว การเป็นแม่ที่ดี คือ การเป็นแม่ที่มีความสุข หรือ ในทางกลับกัน คือ ถ้าคุณเป็นแม่ที่มีความสุข คุณก็จะเป็นแม่ที่ดีมากขึ้น อย่ารู้สึกผิดที่จะใช้เวลาในการหาความสุขให้กับตัวเอง สิ่งสำคัญ คือ การแบ่งเวลา จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ และเคล็ดไม่ลับต่อไปนี้จะช่วยให้คุณแม่มีเวลาส่วนตัวมากขึ้น - พยายามทำให้เวลาที่มีอยู่น้อย เป็นเวลาที่มีคุณภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่อยู่กับลูก สามี หรือ เวลาที่ให้กับตัวเอง - เตรียมกับข้าวแบบทำได้ง่ายๆ ทำครั้งเดียวอุ่นกินได้หลายมื้อ เก็บกวาดบ้าน เช็ดบ้าน อาทิตย์ละครั้ง ซักผ้า รีดผ้า อาจจ้างซักรีด - ปล่อยให้ลูกร้องไห้บ้าง การปล่อยให้ร้องในเปลที่ปลอดภัย ขณะที่คุณแม่แปรงฟันหรือแต่งหน้า ไม่ได้ทำให้ลูกเป็นอะไรแน่นอน - ให้ลูกนั่งดูว่าคุณแม่ทำอะไรบ้าง เช่น นั่งดูคุณแม่กินข้าว อาบน้ำ ถ่ายทุกข์ โดยคุณแม่คอยชวนลูกคุยไปด้วย บอกไปด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ดีเสียอีก ลูกจะได้เลียนแบบได้การทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม - ขอความช่วยเหลือจาก คุณพ่อ คุณย่า คุณยาย หรือ พี่เลี้ยง เช่น ช่วยพาลูกไปเดินเล่น ขณะที่คุณแม่พักผ่อน หรือ อาบน้ำ เพื่อลูกจะได้ทำความสนิทสนมคุ้นเคยกับคนอื่นๆบ้าง - คุณแม่ที่ให้นมลูก สามารถทำตัวให้สวยได้ค่ะ เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับตัวเองได้ เช่น ย้อมผม ยืดผม ดัดผม ทำสปาเล็บ สปาตัว ทำได้เลยค่ะ - หาเวลาออกกำลังกาย ฟิตเนต โยคะ จะเพิ่มความกระชุ่มกระชวย กระชับสัดส่วน และกำลังวังชาเพื่อรับมือกับลูกวัยซน สร้างภูมิต้านทานไม่ให้ติดเชื้อง่าย - นัดเพื่อนฝูงกินข้าว ช้อปปิ้ง ติดตามข่าวสารสังคมบ้าง การเป็นแม่ที่ดี ไม่ต้องตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก ขอให้เป็นคุณแม่ที่มีความสุขกันทุกๆคนค่ะ ^_^

#นมแม่แยกชั้น ไม่เสียนะคะ ถ้าคุณแม่เอานมแม่แช่แข็งมาวางทิ้งไว้ให้ละลาย จะเห็นว่ามีการแยกเป็นชั้นๆ ไม่ต้องตกใจคิดว่านมเสีย ชั้นบนสุดจะเป็นส่วนของไขมัน ที่เป็นดีเอชเอ เป็นตัวที่ทำให้น้ำหนักลูกขึ้นดี และไม่ทำให้ถ่ายบ่อยหรือถ่ายเหลวเกินไป ส่วนชั้นล่างสุดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักและมีน้ำตาลแลคโต๊สซึ่งเป็นแหล่งให้พลังงาน และช่วยขับสารสีเหลืองออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น บางครั้งอาจมีลิ่มหรือตะกอนนมจับอยู่ด้านข้างขวดนม ไม่ได้เป็นนมเสียหรือนมบูดแต่อย่างใด ทุกองค์ประกอบล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น เวลาจะให้ลูกกินให้นำขวดมาแกว่งเบาๆแบบควงสว่านในน้ำอุ่น เพื่อให้ชิ้นส่วนทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แต่อย่าเขย่าแรง เพราะจะทำให้เซลเม็ดเลือดขาวแตก คุณค่าของน้ำนมจะลดลง นมเสีย คือ ชิมแล้วมีรสเปรี้ยว ส่วนกลิ่นเหม็นหืนเป็นเรื่องปกติ เกิดจากไขมันถูกย่อยสลายโดยน้ำย่อยไลเปสที่อยู่ในน้ำนม ยิ่งเก็บนานจะยิ่งเหม็นหืนมาก วิธีลดกลิ่นอาจทำโดย 1. เวลาเก็บนมใส่ถุง ให้ไล่อากาศออกให้มากที่สุด 2. วางถุงนอนราบ 3. หลังจากปั๊มเสร็จ ให้เอาเข้าตู้เย็นให้เร็วที่สุด 4. เวลาจะใช้ ให้ย้ายจากช่องฟรีสลงมาช่องน้ำเย็นตอนกลางคืน ประมาณ 12 ชม.จะละลาย เทใส่ขวดให้กินแบบเย็นๆได้เลย ไม่ได้ทำให้ปวดท้องหรือท้องเสีย แต่ถ้าลืมย้าย ให้แช่ถุงนมในน้ำอุ่น ให้ละลาย แล้วกินแบบเย็นได้เลย เพราะนมยิ่งอุ่น จะยิ่งเหม็นหืน ห้ามแช่ในน้ำร้อนหรือใส่ไมโครเวฟ ในกรณีที่ลูกไม่ยอมกินนมที่มีกลิ่นเหม็นหืน ก่อนตัดสินใจเลิกปั๊มนมเพื่อทำสต๊อก เพราะคิดว่าปั๊มไป ลูกก็ไม่กินอยู่ดี ลองใช้กรรมวิธีต่อไปนี้ จะช่วยให้นมที่เก็บฟรีสไม่เหม็นหืนเหมือนกับวิธีเก็บแบบดั้งเดิม (นมวัวที่เก็บไว้ไม่เหม็นหืน ก็เพราะวิธีนี้เช่นกัน) วิธีการ คือ หลังจากปั๊มนมได้แล้ว ให้นำนมไปต้มให้นานพอที่จะเห็นฟองอากาศปุดๆอยู่ด้านข้างหม้อ แล้วดับไฟทันที จะไม่นานจนถึงขั้นเดือดทั้งหม้อ แล้วนำนมไปเข้าตู้เย็นแช่แข็งทันที วิธีนี้จะทำให้น้ำย่อยไขมันทำงานไม่ได้ จึงไม่เกิดกลิ่นเหม็นหืน ถึงแม้ว่าจะเก็บไว้นานเพียงใดก็ตาม คำถาม คือ แล้วการต้มนมแบบนี้จะเสียคุณค่าไหม คำตอบ คือ คุณค่าที่ยังเหลืออยู่ ยังมากมายเมื่อเทียบกับนมผงค่ะ นมวัวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการโฮโมจิไนซ์ หากวางทิ้งไว้ก็จะแยกเป็นชั้นๆแบบนี้เช่นกัน แล้วทำไมอุตสาหกรรมการผลิตนมจึงต้องโฮโมจิไนซ์ โฮโมจีไนเซชัน (Homogenization) หมายถึง การที่ไขมันในน้ำนมได้ถูกทำให้มีขนาดเล็กลงจนมีขนาดเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเล็กลงถึง 10 เท่า มีผลทำให้ไขมันในน้ำนมไม่มีการลอยตัว แยกเป็นชั้นเมื่อตั้งทิ้งไว้ จึงช่วยท้าให้ผลิตภัณฑ์มีความคงตัวสูงขึ้น ผลจากการโฮโมจีไนซ์ จะทำให้มีจำนวนเม็ดไขมันจำนวนมากกว่าเม็ดไขมันในน้ำนมที่ไม่ได้ผ่านการโฮโมจีไนซ์ถึง 10,000 เท่า และทำให้เอนไซม์ xanthine oxidase เพิ่มขึ้นซึ่งมีงานวิจัยกล่าวว่าอาจเป็นสาเหตุของเส้นเลือดโคโรนารีแข็งตัว (อีกเหตุผลหนึ่งของการที่คนไม่ควรกินนมวัว)

Log In or Sign Up to View

This Facebook post is no longer available. It may have been removed or the privacy settings of the post may have changed.

#ดีเอชเอที่อยู่ในนมผงมีประโยชน์จริงหรือ บอกเล่ากันอีกครั้งค่ะ ดีเอชเองสังเคราะห์ที่ใส่กันอยู่ในนมผงทุกยี่ห้อ ไม่ได้มีประโยชน์จริงต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการของสมอง และสายตาของลูกน้อย อ้างอิงจากผลงานวิจัย "Ccchrane Library Review" ซึ่งรวบรวมงานวิจัยจำนวนมากมาวิเคราะห์แล้วได้ผลสรุปออกมาว่า "ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเด็กทารกที่กินนมผงที่ใส่ และ ไม่ใส่ ดีเอชเอสังเคราะห์ดังกล่าว" การใส่ดีเอชเอลงไปในนมผง จึงเป็นเพียงแค่กลไกทางการตลาด เพื่อให้บริษัทนมผงนำไปโฆษณาว่า นมผงยี่ห้อนั้นนี้ใกล้เคียงกับนมแม่มากที่สุด ทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง เพราะว่าเป็นดีเอชเอคนละชนิดกันกับที่อยู่ในนมแม่ เด็กกินนมแม่ หรือ นมผง มีทั้งที่ฉลาดมาก ฉลาดปานกลาง ฉลาดธรรมดา ฉลาดสุดๆ เพราะว่าความฉลาดไม่ได้ขึ้นกับดีเอชเออย่างเดียว ความฉลาดขึ้นกับหลายๆปัจจัย เช่น การเลี้ยงดูและกระตุ้นพัฒนาการ พันธุกรรม และสารอาหารอย่างอื่นอีก เช่น ธาตุเหล็ก ไอโอดีน อัลฟ่าแลคตัลบูมิน (เหมือนกับเรื่องดีเอชเอค่ะ อัลฟ่าแลคตัลบูมินในนมผงเป็นสารสกัดจากนมวัว ไม่เหมือนกับอัลฟ่าแลคตัลบูมินในนมคน เพราะมีโครงสร้างของโปรตีนไม่เหมือนกันค่ะ) ดังนั้นลูกใครที่กินนมผงอยู่ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินราคาแพงเพื่อจ่ายค่าดีเอชเอราคาแพงที่ไม่มีประโยชน์จริงนะคะ เลือกชนิดที่ลูกเรากินแล้วไม่แพ้ (อาการแพ้ เช่น ผื่น อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องผูก หายใจครืดคราด นอนกรน ไม่สบายบ่อยๆ) และหากลูกใครที่กินนมผงราคาแพงอยู่ แล้วพบว่าลูกฉลาด ให้ภูมิใจเถอะค่ะ ว่าลูกฉลาดเพราะได้รับพันธุกรรมที่ดีจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย และเพราะได้รับการเลี้ยงดูกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมจากครอบครัว ไม่ได้เป็นเพราะผลจากการกินนมผงนะคะ ส่วนลูกใครที่กินนมแม่อยู่ ก็อย่าได้นิ่งนอนใจว่า ลูกอิชั้นได้กินดีเอชเอของจริงแล้ว ลูกฉลาดและเรียนเก่งแน่นอนเลย อย่าประมาทนะคะ เพราะขึ้นกับการกินอาหารชนิดอื่นๆให้ครบถ้วน และการเลี้ยงดูกระตุ้นพัฒนาการด้วยค่ะ รูปนี้ป้าหมอขอแชร์มาจากแฟนเพจ "ประเทศไทยต้องการกฎหมายห้ามโฆษณานมผง" ขอขอบคุณคุณเก๋มากค่ะ ^_^

"เด็กดีแปรงฟันเก่งมั้ยค๊า" วันนี้ถึงคิวที่ศิราณีจะสวมวิญญานทันตแพทย์(เก๊) มาตอบคำถามเกี่ยวกับการแปรงฟันและรักษาช่องปากค่ะ คำถามว่างี้ค่ะ... #แปรงฟันลูกยากจังเลย กลัวฟันผุทำอย่างไรดี ป้าหมอขอขอบคุณแม่จิบที่เขียนเรื่องราวปัญหาโลกแตกเกี่ยวกับการแปรงฟันให้ลูก อ่านไปขำไป แต่ได้ความรู้มากมายค่ะ "ตอนนี้กำลังกลุ้มใจกับปัญหาที่ได้คำแนะนำมาเยอะแต่ยังทำไม่สำเร็จซะที...ลูกไม่ยอมแปรงฟันค่ะ เช็ดฟันก้อไม่ยอม ต่อต้านตลอดทั้งๆทีตอนเด็กก้อยอมให้เช็ดทำความสะอาดนะค่ะ ตอนนี้อายุขวบห้าเดือนแล้ว ฟันขึ้นสิบกว่าซี่แล้ว กังวลเรื่องฟันผุมากๆค่ะ ปล.ทุกวันนี้ก้อหลอกล่อให้อ้าปากได้บ้างแต่ไม่เกินสิบวินาที --" ขอคำแนะนำด้วยนะค่ะ ขอบคุณมากค่า" คุณแม่ถามมาด้วยความรู้สึกที่เชื่อว่าแม่หลายๆคนก็เป็นแบบนี้ค่ะ เค้าว่าเรื่องฟันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ลูกฟันยังไม่ขึ้นก็กลุ้ม ลูกฟันขึ้นช้าก็กลุ้ม ฟันขึ้นเร็วก็กลุ้ม ฟันหลุดก็กลุ้ม ไม่หลุดก็กลุ้ม.. แต่ที่กลุ้มสุดๆ คือ ฟันผุค่ะ อิอิ บ้านแม่จิบ ลูกชายทั้งสามคนฟันขึ้นเร็วหมดทุกคนค่ะ คนโตฟันซี่แรกขึ้นตั้งแต่ 4.5 เดือน ตอนครบขวบนี่ฟันขึ้นแล้ว 8 ซี่ แลดูเต็มปากมาก คนกลางกับคนเล็กก็ประมาณ 6 เดือน ซึ่งมีแต่คนบอกว่าฟันขึ้นเร็ว ก็กลุ้มเร็ว (ซึ่งจริงค่ะ เหงือกล้วนๆแสนสุขใจไม่ต้องกลัวเหงือกผุนะคะ อิอิ) เมื่อไหร่ที่เริ่มมีฟันก็ต้องรู้จักรักษาความสะอาดให้อยู่กับเราไปนานๆ เด็กแต่ละคนให้ความร่วมมือกับการแปรงฟันไม่เหมือนกันค่ะ บางคนก็ได้ดั่งใจ บางคนก็พูดไปเถอะค่ะ จนแม่คางยานแล้วก็เท่านั้น (ดังเช่น ลูกชายคนกลางของดิฉันเอง 555) แต่สำคัญเหนืออื่นใด การที่จะให้ลูกมีวินัยกับการรักษาความสะอาดของฟันตัวเอง แม่จิบว่าขึ้นอยู่กับ "พ่อแม่" หรือผู้ใหญ่ที่เป็นทั้งตัวอย่างให้ลูกดู และ เป็นผู้สร้างนิสัยการรักษาความสะอาดของฟันให้กับลูกค่ะ เคยได้ยินมั้ยคะ พ่อแม่ไม่กินผัก ลูกก็ไม่กินผัก - พ่อแม่กินผัก แต่ไม่สร้างนิสัยการกินผักให้ลูก ลูกก็ไม่กินผัก ฉันใดก็ฉันนั้นละค่ะ.. ง้างปากลูกยังไงดี แม่จิบค้นพบว่า ตอนที่เริ่มหัดให้ลูกแปรงฟัน วิธีที่เวิร์กที่สุดก็คือ ชวนลูกแปรงฟันด้วยกันค่ะ เด็กๆเค้าจะอยากทำเหมือนพ่อแม่ การบอกให้ลูกแปรงฟันซ้ำๆซากๆ แต่ไม่เคยชวนลูกทำด้วยกัน ลูกจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวและไม่สนุก เหมือนบอกให้ไปท่องหนังสือแต่แม่นั่งดูทีวี อะไรแบบนั้นแหละค่ะ ลองชวนลูกไปแปรงฟันด้วยกัน สอนลูกแปรงฟันหน้าปัดขึ้นๆลง แปรงข้างๆถูๆทั้งด้านข้างและด้านบนของฟัน แปรงลิ้น ฯลฯ แม่ถือแปรงแม่ ลูกถือแปรงลูก ทำให้เป็นเรื่องสนุก ถ้าลูกเริ่มนับเลขได้ หลังจากชวนแปรงด้วยกัน ปล่อยให้เค้าทำเอง นับ 1-30 (หรือน้อยกว่าถ้าเด็กกว่านั้นแล้วค่อยๆนานขึ้น หรือร้องเพลงสั้นๆ 1 จบก็ได้ค่ะ) เสร็จแล้วขอแม่ตรวจความสะอาด ถ้าจะให้ดีทำให้ขำๆหน่อยนะคะ สำรวจความสะอาด(แม่เอานิ้วสะอาดลูบ) พิสูจน์กลิ่น โอ้โห..หอมชื่นใจ แค่นี้ลูกก็หน้าบานแล้วค่ะ 555 เด็กชอบคำชมค่ะ หลอกให้ทำเอง แล้วชมเยอะๆ เด็กส่วนใหญ่อยากได้ยินคำชมบ่อยๆ กันทั้งนั้นค่ะ พูดง่ายๆคือ ต้องทั้งบู๊ ทั้งบุ๋นค่ะ แต่งนิทานให้ลูกแหยง อ่านนิทานเล่มๆก็ได้ มีหลายสำนักค่ะ เลือกตามความชอบ ไซโคกันเข้าไปค่ะ (เราย่อมรู้ดีที่สุดว่าไซโคลูกแบบไหนที่จะเวิร์ก จริงไหมคะ) พอบิวท์ให้อยาก แล้วต้องทำให้สนุกค่ะ อย่าให้ลูกรู้สึกว่า.. เฮ้อ เอาอีกแล้ว นางมาขัดจังหวะเล่นของชั้นอีกแล้ว แต่ทำให้รู้สึกเป็นช่วงเวลาดีๆที่จะได้ทำด้วยกัน จะดีที่สุดค่ะ มีเรื่องลูกตัวเองมาเม้าท์ให้ฟังค่ะ... ลูกชายแม่จิบคนกลางฮีเป็นคนหวงปาก หวงฟันค่ะ ขนาดแม่แปรงฟันให้ยังไม่ค่อยจะยอมอ้าปาก แม่จิบต้องหาเรื่องมาหลอกชนิดที่ขนมารยามาเกือบหมดทั้งร้อยเล่มเกวียน (ที่เหลือเก็บไว้หลอกวันหลังค่ะ อิอิ) สุดท้ายค้นพบว่า ฮีกลัวหนอนไปทำรังในปาก ทุกครั้งเวลาฮีไม่ยอมให้ความร่วมมือดีๆ เวลาแม่จิบขอ "ตรวจ" โดยการพิสูจน์กลิ่น แม่จิบจะทำท่าเหมือนจะหมดอากาศหายใจ อ๊อก อ๊อก.. ก่อนจะบอกว่า โห กลิ่นหนอนเต็มเลย หรือบางทีเวลาแปรงฟันแล้วฮีบ้วนฟองออกมา ก็จะบอกว่า โห..ดูดิเจมี่ หนอนออกมาเพียบเลย เห็นป่ะสีขาวๆ (จริงๆมันคือฟองยาสีฟัน ฮา) ฮีจะกล้าๆกลัวๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ยอมหยวนๆตามเรา คือ แปรงไปพูดไป สับขาหลอกให้ฮีงงๆค่ะ สุดท้ายฮีจะเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยการแปรงฟัน และอ้าปากให้เราแปรงได้นานๆ รวมไปถึงการใช้ไหมขัดฟัน ซึ่งอันนี้ก็เหมือนกัน ค่อยๆทำให้เค้าคุ้นเคยแล้วก็ชวนทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันค่ะ สุดท้ายเค้าจะชินไปเองกับมาตรฐานที่เรา set ให้ แม่จิบใช้เวลาสร้างนิสัยนี้กับพ่อเจ้าประคุณทูนหัวหลายปีค่ะ บอกเลย... ช่วง 2-3 ปีแรกนี่ เหนื่อยใจกับการง้างปาก เหมือนฮีหวงปากสุดๆ แต่ก็ทำไปเถอะค่ะ ให้รู้ว่าไม่ว่าฮีจะมาลีลาไหน ยังไงก็ต้องแปรงฟันอยู่ดี ดังนั้น ถึงจุดนึงฮีจะถอดใจไปเอง (เพราะแม่ไม่เลิกยุ่งกับปากฮีแน่ 555) ถ้าโชคดีลูกคุณแม่อาจจะให้ความร่วมมือดีกว่าลูกแม่จิบคนนี้ค่ะ Y_Y แปรงฟันดี ฟันไม่ผุ จริงไหม? ไม่แน่ค่ะ ลูกชายคนโตแม่จิบ ตั้งใจแปรงฟัน ให้ความร่วมมือดีกว่าน้องมาก แต่ฮีฟันผุค่ะ ส่วนพ่อคนกลางผู้งัดข้อกับแม่เรื่องง้างปากอยู่หลายปี ฮีไม่มีฟันผุแม้แต่ซี่เดียว? แอ่ะ.. งงละซี่ ไม่ต้องงงหรอกค่ะ ง่ายมาก.. ปกติแล้วแม่จิบไม่ให้ลูกทานขนมที่เป็น junk food พวก chips ขนมกรอบๆที่ใส่ผงชูรสเป็นกระตั้กพวกนี้ ไม่กินค่ะ ลูกอม ทอฟฟี่ ก็ไม่ให้กินเช่นกัน โดยตัวแม่จิบเองก็ไม่กินด้วย (ยกเว้นเวลาอยากกินสุดๆ นานๆครั้ง แบบว่าปีนึงนับครั้งได้ หรือโอกาสพิเศษแบบไปเที่ยวต่างจังหวัดไรงี้ ลูกจะรู้ว่านาทีทอง กินซะ) ทีนี้ลูกรู้ว่าขนมแบบไหนแม่ไม่ให้กิน ก็จะไม่กินไปโดยปริยาย(เพราะแม่บอกว่าไม่ดี ไม่ให้เอาเข้าบ้าน ส่วนคุณยายบอกว่ากินแล้วจะโง่ค่ะ ^^") ปัจจุบันลูก 8 ขวบกับ 6 ขวบ ก็ยังไม่กิน junk food กันนะคะ ส่วนน้ำอัดลมก็ให้กินได้แบบจำกัด ต้องขออนุญาตก่อนกินทุกครั้ง สอนให้เค้าเข้าใจว่ามันไม่ดียังไง และบอกผลของการกิน ถ้าจะให้ดีก็ทำตัวอย่างที่ดีให้เห็นด้วย (แม่จิบเองทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่พยายามค่ะ เช่นน้ำอัดลม ห้ามตัวเองไม่ได้ ก็ให้ลูกกินนิดเดียวแทนการห้ามเด็ดขาดค่ะ) กลับมาที่ลูกชายคนกลางของแม่จิบค่ะ ฮีเป็นชายเป๊ะ ดังนั้น ฮีไม่เคยติดขนม ไม่ร้องงอแงจะกินขนมถุง และไม่กินลูกอมทอฟฟี่ทุกชนิด แม้ฮีจะงอแงเรื่องการแปรงฟัน แต่ฮีกินอาหารมีประโยชน์ ผัก ผลไม้ ต่อให้ฮีกินอาหารรสหวาน เช่น นมช็อคโกแลต แต่ก็ถือว่าไม่เลวร้าย ไม่ถึงกับต้องจับลูกเข้าคอร์สคุมอาหารเข้ม ไอติมห้ามกิน นมหวานห้ามแตะหรอกนะคะ สงสารลูกค่ะ เพราะหวานนิดหน่อยคงไม่ทำให้แย่ขนาดลูกเป็นเบาหวานไปได้ เน้นห้ามของกินที่ไม่มีประโยชน์ก่อนน่าจะดีกว่าเพราะเด็กเล็กส่วนใหญ่มีปัญหาไม่ยอมกิน มากกว่ากินเยอะเกินไป แค่ลูกยอมกินก็หรูแล้วค่ะ เลือกให้มีประโยชน์ก่อนดีกว่า และจะพบว่า.. การที่ลูกกินอาหารหลากหลาย แต่ละเว้นขนม junk มากมาย และพวกสายไหม ลูกอมที่เป็นน้ำตาลล้วนๆ ก็ช่วยทำให้ลดโอกาสที่ลูกจะฟันผุได้ค่ะ ส่วนลูกชายคนโต.. แม้ฮีจะให้ความร่วมมือในการแปรงฟัน แต่ฮีชอบมีข้ออ้างกินลูกอม (เพราะพ่อกิน ช่วงนึงฮีเลยอ้างขอกินตลอดๆ เพราะกินตามพ่อค่ะ.. เซ็งมั้ยคะ? เซ็งค่ะ เซ็งมาก 555) แม้จะกินแค่ช่วงเวลาสั้นๆแค่ 1-2 ปี แต่ฮีก็ฟันผุไปแล้วค่ะ ข่าวดีก็คือ หลังจากฮีได้ลองกิน ปัจจุบันนี้ฮีมาเลิกกินลูกอมแล้วโดยสิ้นเชิงเพราะโดนอุดฟันค่ะ 555 ฮีเข็ด แถมหมอฟันยังเป็นเพื่อนแม่ สามารถโดนแม่ฟ้องได้ตลอด แถมหมอยังนัดไปตรวจฟันทุก 3 เดือน ฮีคงคิดแล้วว่า มันไม่คุ้มกัน แถมลูกอมทอฟฟี่อะไรพวกนั้น มันยังทำให้ฮีเจ็บตัว แม่ก็ไม่ปลื้ม หมอก็ห้าม ฮีก็เลยหยุดกินค่ะ (เหลือแต่พ่อคนเดียว แม่ดัดนิสัยไม่ได้ เพราะกินทั้ง junk food และลูกอม ฮา) เดี๋ยวนี้ ถ้าวันไหนเกิดอยากกินอาหารพวกนี้สุดๆ ฮีจะต้องวิ่งไปแปรงฟันแล้วมาอ้าปากให้แม่ตรวจจนกว่าแม่จะบอกพอ ขอบอกว่าฮีเคยต้องวิ่งกลับไปแปรงฟัน 3 รอบก็เคยมาแล้ว.. นี่คือมาตรการสำหรับเด็กโตนะคะ ส่วนเด็กเล็ก หัดให้กินอาหารที่ดี ไม่ส่งเสริมต่อการสร้างบ้านของแมงกินฟันไว้เถอะค่ะ คุ้มกว่ากันเยอะ นอกจากเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ดี ยังไม่ทำให้ฟันผุเร็วเกินไป แล้วแม่ๆอย่างเรามากลุ้มกับฟันหลุด ฟันขึ้น ฟันเกของลูกกันดีกว่าค่ะ ฮือ... เครดิต : แฟนเพจแม่จิบ

#ลูกโดนเพื่อนแกล้ง ป้าหมอขอขอบคุณแม่จิบที่เขียนเรื่องลูกโดนเพื่อนแกล้ง ทำให้คุณแม่ได้เห็นภาพวิธีแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน และเหมือนเดิม เฮฮาแบบมีสาระเต็มที่ค่ะ “อยากให้พี่จิบแนะนำทีค่ะ จะสอนลูกให้ป้องกันตัวจากการโดนเพื่อนรังแก แบบที่ไม่ใช่การเอาคืน อ่ะค่ะ คือสอนลูกว่าเวลาเพื่อนรังแก โดนตีให้เอามือกันไว้ อย่าไปตีคืน ให้ไปบอกครู บอกผู้ใหญ่นะ วันนึงเห็นเพื่อนเอาข้อศอกพยายามมาศอกเค้า เค้าก็ดันออก เพื่อนก็เปลี่ยนวิธี เป็นบีบขา เค้าก็ปัดมือเพื่อนออก เลยไม่รู้ว่าเราสอนลูกผิดรึเปล่าคะ บางคนบอก ทำให้ลูกไม่สู้คน แต่ลูกก็ใช้วิธีที่เราสอนนะคะ และก็ไม่เคยกลับมาฟ้องว่าเพื่อนแกล้ง หรือมีเรื่องกับเพื่อน” คำถามนี้มาจากน้องที่แม่จิบรู้จักอีกที พี่ขอตอบทางนี้ เพื่อให้มีประโยชน์ต่อแม่ๆคนอื่นด้วย และเพื่อให้ได้ความเห็นจากแม่ๆที่มีประสบการณ์คล้ายๆกัน ส่วนตัว แม่จิบไม่นิยมนโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ในทุกรูปแบบ (ยกเว้นใครทำลูกชั้นเจ็บ แกตาย.. เอ๊ย ไม่ใช่ อิอิ) แต่เนื่องจากมีแต่ลูกชาย ประเด็นเรื่องการโดนเพื่อนแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นแกล้งแบบทำร้ายร่างกาย หรือโดน bully ไม่ให้เข้ากลุ่ม หรืออะไรก็ตาม บอกเลยว่าเราซีเรียสและห่วงมาก เพราะสังคมเด็กชายมันต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันที่อาจจะรุนแรง กว่าเด็กหญิงที่แค่สะบัดบ็อบใส่กัน ชิ! พูดง่ายๆ แม่จิบไม่อยากเห็นลูกต้องเข้าสู่วังวนของการชกต่อยกันในทุกรูปแบบ แต่จะมีวิธีไหนที่จะเตรียมพร้อมลูกชายเราให้เติบโตไปแบบเอาตัวรอดได้โดยไม่โดนเพื่อนหาว่าป๊อด นั่นแหละสำคัญ.. ดังนั้น จึงเข้าใจแม่ๆที่มีลูกชายทุกคนที่กลุ้มใจกับเรื่องนี้ และเชื่อว่าแม่ทุกคนคงจะมีวิธีสอนลูกที่ดีในแบบของตัวเอง สำหรับตัวพี่ ตั้งแต่ลูกเข้าโรงเรียน (เริ่มมีสังคมนอกบ้านที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น) พี่จะสอนลูกว่า “ห้ามทำร้ายเพื่อน” ไม่ว่าจะเป็นการทำคนอื่นก่อน หรือโดนเพื่อนทำร้ายก่อนก็ตาม ห้ามโต้ตอบด้วยการทำกลับ – เหตุผลที่พี่ให้กับลูกก็คือ ต่อให้แม่รู้ว่าลูกจะไม่มีวันรังแกคนอื่นก่อน แต่ถ้าเราโดนทำแล้วเราทำกลับ เกิดครูมาเห็นตอนเราเป็นคนไปตีเค้า ครูจะรู้มั้ยว่าเราป้องกันตัว? ครูอาจจะคิดว่าเราเป็นคนไปรังแกคนอื่นก็ได้ ดังนั้น วิธีป้องกันตัวที่ฉลาดกว่าการทำกลับ ก็คือ 1. บอกเพื่อนว่า “อย่าทำแบบนี้ เราไม่ชอบ” เวลาบอกให้บอกด้วยเสียงอันชัดถ้อยชัดคำ หนักแน่น อย่าทำหงอๆ พูดแผ่วๆ เพราะเพื่อนจะยิ่งได้ใจและทำอีก (ถ้าเค้าเกิดอยากแกล้งขึ้นมา) แต่อย่าหนีไปเฉยๆ เพราะเค้าอาจจะยิ่งตามแกล้ง และเราไม่เคยบอกว่าเราไม่ชอบ เค้าจะรู้มั้ยว่าเราไม่อยากให้ทำ ดังนั้น เค้าใช้กำลังกับเรา อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราอย่าใช้กำลังตอบโต้ แต่ให้ “พูดกันดีๆแบบคนโตๆว่า อย่าทำ เราไม่ชอบ!” 2. ถ้าบอกแล้วเพื่อนไม่ฟัง ให้บอกเพื่อนว่าถ้ายังไม่ฟัง เราจะบอกครู 3. ถ้าเค้าเลิกทำ ก็แปลว่าเค้าอาจไม่ตั้งใจ และยอมเลิกแล้วต่อกัน ถือว่าเราให้โอกาสแล้ว แต่ถ้าเค้ายังทำซ้ำๆ ให้ไปบอกครูว่าเกิดอะไรขึ้นเสมอ ประเด็นคือ ถ้าเกิดกรณีพิพาทกับเพื่อน ห้ามใช้ระบบศาลเตี้ยตัดสิน ห้ามทำเพื่อน ห้ามใช้กำลังกับเพื่อน ห้ามเรียกคนอื่นมารุม ให้คนจัดการเป็นผู้ใหญ่ (เช่น ครูหรือครูพี่เลี้ยงเท่านั้น) หน้าที่เราคือ บอกความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงจะเป็นการรับมือกับการโดนทำร้ายร่างกายแบบแมนๆ ที่แม่จะปลื้มที่สุด! (ลูกชอบทำสิ่งที่ดีที่สุดในสายตาแม่ และชอบให้แม่ปลื้ม อิอิ) ส่วนกรณีที่โดนเพื่อน bully หรือ โดนเพื่อนแกล้งแหย่ให้รำคาญ อันนี้ต้องเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีบุคลิคแตกต่างกัน ลูกพี่สองคนโตก็ยังมีบุคลิคไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นคนโต ฮีผ่านช่วงเวลาของการ “เข้าแกงค์, แย่งเพื่อนสนิท, รับเข้าแกงค์, แย่งกันเป็นหัวหน้าแกงค์ และการช่วงชิงพาวเวอร์ของเด็กอนุบาล” มาตั้งแต่ชั้น อ.3 ถามว่าฮีเครียดมั้ย บอกเลยฮีเครียดมาก เพราะลูกพี่เป็นเด็กค่อนข้างขี้อายและไม่กล้าเผอิญหน้ากับ conflict ฮีใช้เวลาพยายามรับมืออยู่ 1 ปีเต็มๆ กว่าฮีจะซึมซับตรรกะที่แม่สอนว่า “ลูกจำคำแม่ไว้.. เพื่อนไม่ใช่แฟน ถึงจะต้องมีคนเดียว และคบทีละคน เพื่อนมีได้ทีละหลายๆคน ถ้าเพื่อนคนนี้มีคนอื่นมาแย่งสนิทด้วย เราก็สนิทกันทั้งสามคน แต่ถ้าเราไม่ชอบคนนั้น เราก็ไปสนิทกับเพื่อนคนอื่นได้” ลูกแม่ไม่ต้องเก็บความช้ำใจมากินใบบัวบกที่บ้าน 555 อันนี้ ลูกจำขึ้นใจ (และหวังว่าฮีจะเก็บไปใช้ตอนโตได้ด้วยเวลาคบผู้หญิง ^^”) ส่วนลูกคนรอง ฮีไม่สนเรื่องโดน bully และไม่มีใครทำให้ฮีรู้สึกว่าโดน bully ได้ เพราะฮีเชื่อคำสอนของแม่ว่า “เวลาคบเพื่อน ก็คบเพื่อนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุข อยู่กับเพื่อนที่เล่นด้วยแล้วสนุก ไม่ใช่คบเพราะหน้าตา ไม่ใช่คบเพราะฐานะ อย่าจำใจต้องเล่นกับเพื่อนที่ใครๆก็อยากเล่นด้วย หรือเพราะเพื่อนสนิทเราชอบเค้า เราเลยต้องชอบด้วย มันไม่จำเป็น เพราะการคบเพื่อนเป็นสิทธิ์ของเรา เลือกเพื่อนก็เหมือนเลือกแฟน ความรักมันห้ามกันไม่ได้ เพื่อนที่ถูกใจก็เหมือนกัน ถ้าต่างคนต่างอยากเล่นด้วยกันก็เล่น แต่ถ้าเราไม่อยากเล่นกับเรา เราก็เล่นกับคนอื่น หรือถ้าเราไม่อยากเล่นกับเค้า ก็ไปเล่นกับคนอื่น อย่าไปฝืนทน มันไม่สนุกด้วยกันทั้งสองฝ่าย” จบ! ฮีสุดแสนจะสบายใจ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเข้ากลุ่มเข้าแกงค์ ฮีไม่เคยยึดติดกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ฮีสามารถเล่นได้กับเพื่อนทุกคน ย้ายวงเล่นได้ และมีความสุขเสียด้วย เวลาใครไม่ให้เล่นด้วย ฮีก็ไม่คิดมาก เคยถามเหมือนกันว่าเคยเจอเรื่องแบบนี้ที่โรงเรียนหรือเปล่า ฮีตอบชิลๆว่า “เค๊ย” พอถามว่าแล้วฮีทำไง ฮีบอก “ก็ไม่เห็นต้องทำไง ก็เปลี่ยนไปเล่นกับคนอื่นที่มันสนุก” โอเคนะ.. 555 ลูกดิชั้นเป็นตัวของตัวเองดี แม่ชอบ คำที่เราสอนลูก ลูกบางคนใช้เวลานานกว่าจะซึมซับและเอามาปฏิบัติใช้เพื่อให้ตัวเองมีความสุข มีความสุขกับตัวเอง และมีความสุขกับการเข้าสังคม ส่วนเวลาที่เราเริ่มไม่แน่ใจว่า.. เราสอนลูกถูกไหม เราทำให้ลูกติ๋มไปหรือเปล่า ไม่สู้คนหรือเปล่า เราน่าจะลองถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเป็นตัวเรา เราจะจัดการกับสถานการณ์นั้นแบบไหน? เราอยากให้ลูกเราโตไปแบบแมนๆ หรือตาต่อตา ฟันต่อฟัน หรือเลี่ยงการเผชิญหน้า แล้วถ้าเราเลี่ยงการเผชิญหน้า เราสอนให้ลูกหนีปัญหาหรือรับรู้ว่ามีปัญหาแต่แค่รับมือกับมันโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง? แต่ที่แน่ๆ ปัญหาของเด็ก เราต้องสอนให้เด็กรับมือกับปัญหา จะได้เป็นพื้นฐานของการจัดการกับปัญหาของตัวเองได้ในอนาคต ไม่ใช่โตไปคอยถามชาวบ้านว่ารู้มั้ย ชั้นลูกใคร? หรือแม้แต่เข้าไปแทรกกลางโดยการไปมีปัญหากับเพื่อนลูกซะเอง ลูกจะเป็นเด็กไม่รู้จักโตค่ะ หรือหนักไปกว่านั้น ไปมีปัญหากับพ่อแม่ของเด็กคนนั้นด้วย อ่อ ที่สำคัญอย่าสอนไปลูกเลยนะคะว่า “ใครทำ มาบอกแม่ เดี๋ยวแม่ไปจัดการฟาดกบาลมันเอง” เอ่อ.. แบบนั้น ตัวใครตัวมันค่ะ อิอิ เครดิต : แฟนเพจแม่จิบ

#ถ้าลูกร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน เมื่อลูกถึงวัยต้องไปโรงเรียน ถ้าเป็นเด็ก 4 ขวบที่เคยออกนอกบ้านบ่อยๆ การไปโรงเรียน จะไม่ค่อยเป็นเรื่องยาก แต่หากเป็นเด็ก 3 ขวบที่มีนิสัยอ่อนไหวและติดพ่อแม่มาก ต้องไปโรงเรียน จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากกว่า วันแรกที่แม่พาไปโรงเรียน ลูกอาจยังไม่ร้องไห้ แต่ไม่นาน ลูกจะคิดถึงแม่ เมื่อมองไม่เห็นแม่ ทำให้ลูกรู้สึกกลัวได้ และไม่อยากไปโรงเรียนอีกต่อไป หากลูกมีลักษณะดังกล่าว ควรให้ลูกไปโรงเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยสัปดาห์แรก แม่ควรอยู่ใกล้ๆลูกขณะที่เขาเล่นอยู่ โดยใช้เวลามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับครูและเด็กคนอื่นมากขึ้นเสียก่อนที่แม่จะไม่อยู่ด้วย บางครั้งลูกอาจปรับตัวได้ดีแล้ว แต่เมื่อได้รับบาดเจ็บที่โรงเรียนหรือคิดถึงแม่แบบเฉียบพลัน ทำให้ร้องไห้เมื่อไปโรงเรียนอีกครั้ง กรณีนี้แม่อาจกลับไปอยู่เป็นเพื่อนลูกอีกครั้งสัก 2-3 วัน เวลาที่แม่อยู่ในโรงเรียน ควรรออยู่นอกห้องเรียน เพื่อให้ลูกตัดสินใจว่าอยากเข้ากลุ่มหรืออยากอยู่กับแม่นอกห้องเรียน ซึ่งส่วนใหญ่อยากเข้ากลุ่มไปทำกิจกรรมมากกว่าการอยู่นอกกลุ่มกับคุณแม่ เพราะว่าไม่มีอะไรทำเหมือนคนอื่น บางครั้งความวิตกกังวลของแม่มากกว่าลูก หากแม่บอกลาลูกมากกว่า 3 ครั้งด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจ ย่อมทำให้ลูกคิดว่าอาจมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้น เวลาที่แม่ไม่อยู่ด้วย ทำให้ลูกไม่ยอมให้แม่จากไป เป็นเรื่องธรรมดาที่แม่จะกังวลว่า ลูกจะรู้สึกอย่างไร เวลาที่แม่ไม่อยู่ ครูจะช่วยให้คำแนะนำที่ดีกับแม่ เพราะมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก การพบปะระหว่างพ่อแม่และครูก่อนเริ่มต้นไปโรงเรียน จะช่วยให้ครูรู้จักลูกได้ดีขึ้น และทำให้เกิดความไว้วางใจต่อกัน และร่วมมือกันได้ดีขึ้น เด็กบางคนเรียนรู้ว่า หากร้องไห้มากๆ จนพ่อแม่สงสาร อาจช่วยให้ไม่ต้องไปโรงเรียน ดังนั้นพ่อแม่จึงควรแสดงท่าทีหนักแน่นและมั่นใจ อธิบายลูกว่า ทุกคนต้องไปโรงเรียนทุกวัน ในที่สุดลูกจะเลิกร้องไห้ ในกรณีที่ลูกมีอาการหวาดกลัวการไปโรงเรียนอย่างมาก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ปฏิกิริยาของลูกเมื่ออยู่ที่บ้าน เมื่อเริ่มไปโรงเรียนใหม่ๆ ลูกอาจแสดงอาการเหนื่อย แต่ในที่สุดจะปรับตัวได้ หากคุณสังเกตว่าลูกเหนื่อยเกินไป อาจคุยกับครูว่า อาจลดจำนวนชั่วโมงเรียนให้น้อยลงในตอนแรก โดยขอเข้าเรียนสายกว่าปกติ เพราะการขอเลิกเรียนเร็วกว่าปกติ อาจไม่ดี เพราะลูกอาจกำลังสนุกกับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ ทำให้ร้องไห้งอแงเมื่อแม่ไปรับกลับบ้าน เด็กบางคนเหนื่อยเพราะไม่ยอมนอนกลางวันที่โรงเรียน วิธีแก้ไข คือ อาจให้ลูกเรียนเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อที่วันที่ไม่ได้เรียน จะได้นอนกลางวันที่บ้านได้เพียงพอ เด็กบางคนอยู่ที่โรงเรียนทำตัวน่ารักเรียบร้อยจนครูชม แต่พอกลับถึงบ้านจะงอแงและเอาแต่ใจตัวเอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะลูกต้องอดกลั้นความต้องการบางอย่างที่โรงเรียน และหมดความอดทนเมื่อกลับถึงบ้าน ครูที่ดีควรเป็นครูที่มีความเข้าใจเด็ก พ่อแม่ไม่ควรรีรอที่จะพูดคุยกับครูถึงปัญหาของลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนหรือไม่ก็ตาม เพราะครูอาจมีมุมมองที่แตกต่างและมีประสบการณ์เจอปัญหามาก่อน สามารถให้คำแนะนำได้

#ความเป็นจริงเกี่ยวกับชีส อาหารสุดโปรดของหลายคน • อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากที่สุดที่ชาวอเมริกันกิน คือ เนยและชีส • ไขมันอิ่มตัว เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคมะเร็ง • เนยและชีสเป็นอาหารที่เด็กอเมริกันกินมากมายจน จัดว่าเป็นสัดส่วนของพลังงานที่เข้าสู่ร่างกายมากที่สุด การบริโภคชีสสูงขึ้น 3 เท่าตัวในอเมริกา ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา และชีสเป็นส่วนประกอบของอาหารแทบทุกเมนู เช่น ละลายอยู่บนเบอร์เกอร์ และอกไก่ทอด ขูดเป็นฝอยอยู่ในสลัด ละลายอยู่บนขนมปังและพาสต้า คนอเมริกันจึงเป็นโรคอ้วนกันเยอะเพราะกินชีสและเนย ไม่ใช่อ้วนเพราะอาหารขยะประเภทอื่นแต่อย่างใด ปล.นอกจากโรคอ้วนแล้ว การกินชีสยังต้องระวัง 1.เกลือที่มากเกินไปที่อยู่ในชีส จะทำให้มีปัญหาความดันโลหิตสูง และ โรคไต 2.โปรตีนจากนมวัว ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ คุณแม่ให้นมแม่ท่านใดที่ลูกมีปัญหา 1.ผื่นคันขึ้นที่หน้า ใบหู คิ้ว หนังศีรษะ 2.ถ่ายเป็นมูกเลือด ถ่ายเป็นเมือกเขียว นน.ขึ้นน้อย งอแงร้องกวน 3.หายใจครืดคราด นอนกรนเสียงดัง 4.ไม่สบายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบหายใจ หรือ ระบบทางเดินอาหาร ถึงแม้ว่า คุณแม่ไม่ได้กินนมวัวขณะตั้งครรภ์ แต่กินผลิตภัณฑ์จากนมวัว เช่น ชีส (ซึ่งชีส 1 กก.ทำมาจากนมวัว 10 กก.) ไอศครีม (ไอศครีม 1 ควอท ทำจากนมวัว 6 ควอท) หากคุณแม่กินอาหารเหล่านี้ หรือ ลูกกินอาหารเหล่านี้ ก็ทำให้ลูกมีปัญหาป่วยบ่อยๆได้เช่นกันค่ะ